คู่มือร้านออนไลน์แบบ simply

คู่มือร้านออนไลน์แบบ simply

1. หน้า
1.1 การเพิ่มหน้า
1.2 การแก้ไขหน้า
1.2.1 การแก้ไขหน้าอย่างละเอียด
1.2.1.1 การระบุรายละเอียดหน้าและเพิ่มสื่อ
1.2.1.2 การระบุค่า SEO ให้กับหน้า
1.2.1.3 การกำหนดสถานะการเผยแพร่หน้า
1.2.1.4 การระบุคุณสมบัติหน้า
1.2.1.5 การเพิ่มรูปพิเศษให้กับหน้า
1.2.2 การแก้ไขหน้าอย่างเร็ว
1.3 การลบหน้า
1.3.1 การลบหน้าแบบชั่วคราว
1.3.2 การลบหน้าแบบถาวร
2. สินค้า
2.1 การเพิ่มสินค้า
2.2 การแก้ไขสินค้า
2.2.1 การแก้ไขสินค้าอย่างละเอียด
2.2.1.1 การระบุรายละเอียดสินค้าและเพิ่มสื่อ
2.2.1.2 การระบุข้อมูลสินค้า (Product Data)
2.2.1.3 การระบุคำอธิบายสินค้า (Product Short Description)
2.2.1.4 การระบุค่า SEO ให้กับสินค้า
2.2.1.5 การกำหนดสถานะการเผยแพร่สินค้า
2.2.1.6 การกำหนดหมวดหมู่สินค้า
2.2.1.7 การระบุป้ายกำกับสินค้า (Product Tags)
2.2.1.8 การเพิ่มอัลบั้มรูปภาพสินค้า (Product Gallery)
2.2.1.9 การเพิ่มรูปพิเศษให้กับสินค้า
2.2.2 การแก้ไขสินค้าอย่างเร็ว
2.3 การลบสินค้า
2.3.1 การลบสินค้าแบบชั่วคราว
2.3.2 การลบสินค้าแบบถาวร
2.4 การทำสำเนาสินค้า
3. ข่าวและโปรโมชั่น
3.1 การเพิ่มข่าวและโปรโมชั่น
3.2 การแก้ไขข่าวและโปรโมชั่น
3.2.1 การแก้ไขข่าวและโปรโมชั่นอย่างละเอียด
3.2.1.1 การระบุรายละเอียดและเพิ่มสื่อสำหรับข่าวและโปรโมชั่น
3.2.1.2 การระบุรายละเอียดและรูปแบบ Product review สำหรับข่าวและโปรโมชั่น
3.2.1.3 การระบุค่า SEO ให้กับข่าวและโปรโมชั่น
3.2.1.4 การกำหนดสถานะการเผยแพร่ข่าวและโปรโมชั่น
3.2.1.5 การระบุหมวดหมู่ข่าวและโปรโมชั่น
3.2.1.6 การระบุป้ายกำกับข่าวและโปรโมชั่น
3.2.1.7 การเพิ่มรูปพิเศษให้กับข่าวและโปรโมชั่น
3.2.2 การแก้ไขข่าวและโปรโมชั่นอย่างเร็ว
3.3 การลบข่าวและโปรโมชั่น
3.3.1 การลบข่าวและโปรโมชั่นแบบชั่วคราว
3.3.2 การลบข่าวและโปรโมชั่นแบบถาวร
4. ความเห็น
5. รูปแบบร้านออนไลน์
5.1 แต่งร้านออนไลน์
5.1.1 HEADER
5.1.1.1 Header style
5.1.1.2 Top MENU (black one)
5.1.1.3 Main MENU
5.1.1.4 Logo
5.1.1.5 iOS Bookmarklet
5.1.2 FOOTER
5.1.3 ADS
5.1.4 BACKGROUND
5.1.5 TRANSLATIONS
5.1.6 THEME COLORS
5.1.7 CUSTOM CSS
5.1.8 ANALITYCS
5.1.9 RESPONSIVE SETTINGS
5.2 เมนู
5.2.1 การแก้ไขเมนู
5.2.2 การจัดการที่อยู่เมนู
5.3 วิดเจ็ต
5.3.1 การใส่วิดเจ็ตและการลบวิดเจ็ต
5.3.2 การปิดการใช้งานวิดเจ็ต
5.4 ปรับแต่ง
5.4.1 ปรับแต่งหัวข้อเว็บและคำโปรย
5.4.2 ปรับแต่งเมนูนำทาง
5.4.3 ปรับแต่งวิดเจ็ต
5.4.4 ปรับแต่งหน้าแรกปักหมุด
6. ตั้งค่าร้านออนไลน์
6.1 คำสั่งซื้อ
6.1.1 การดูรายละเอียดและจัดการคำสั่งซื้อ
6.1.2 การเพิ่มคำสั่งซื้อ (Add Order)
6.2 คูปอง
6.2.1 การสร้างคูปอง
6.2.2 การแก้ไขคูปอง
6.3 รายงาน
6.3.1 รายงานคำสั่งซื้อ
6.3.2 รายงาน Customers
6.3.3 รายงาน Stock สินค้า
6.4 การตั้งค่า
6.4.1 การตั้งค่าทั่วไป “General”
6.4.2 การตั้งค่า “สินค้า”
6.4.2.1 การตั้งค่าทั่วไปของสินค้า
6.4.2.2 การตั้งค่าการแสดงสินค้า (Display)
6.4.2.3 การตั้งค่ารายการสินค้า
6.4.2.4 การตั้งค่าสินค้าที่ดาวน์โหลดได้ (Downloadable Product)
6.4.3 การตั้งค่า “ภาษี”
6.4.3.1 Tax Options
6.4.3.2 Standard Rates
6.4.3.3 Reduced Rate Rates
6.4.3.4 Zero Rate Rate
6.4.4 การตั้งค่า”สั่งซื้อเดี๋ยวนี้”
6.4.4.1 การตั้งค่าจุดชำระเงิน (Checkout Options)
6.4.4.2 การตั้งค่ารับชำระเงินผ่านธนาคาร (BACS)
6.4.4.3 การตั้งค่ารับชำระเงินด้วยเช็ค (Cheque)
6.4.4.4 การตั้งค่ากรณีเก็บเงินปลายทาง (Cash on Delivery)
6.4.4.5 การตั้งค่ารับชำระเงินผ่าน PayPal
6.4.5 การตั้งค่า “การจัดส่ง”
6.4.5.1 Shipping Options
6.4.5.2 อัตราคงที่ (Flat Rate)
6.4.5.3 ฟรีค่าจัดส่ง (Free Shipping)
6.4.5.4 จัดส่งต่างประเทศ (International Delivery)
6.4.5.5 จัดส่งในพื้นที่ (Local Delivery)
6.4.5.6 รับสินค้าเอง (Local Pickup)
6.4.6 การตั้งค่า “Accounts”
6.4.7 การตั้งค่า “E-mail”
6.4.7.1 การตั้งค่า “Email Options”
6.4.7.2 การตั้งค่าอีเมล์แจ้ง “รายการสั่งซื้อใหม่”
6.4.7.3 การตั้งค่าอีเมล์แจ้ง “Cancelled order”
6.4.7.4 การตั้งค่าอีเมล์แจ้ง “ประมวลผลรายการสั่งซื้อ”
6.4.7.5 การตั้งค่าอีเมล์แจ้ง “การสั่งซื้อเรียบร้อยแล้ว”
6.4.7.6 การตั้งค่าอีเมล์แจ้ง “ใบแจ้งราคาสินค้า”
6.4.7.7 การตั้งค่าอีเมล์แจ้ง “บันทึกจากลูกค้า”
6.4.7.8 การตั้งค่าอีเมล์แจ้ง “เปลี่ยนรหัสผ่าน”
6.4.7.9 การตั้งค่าอีเมล์แจ้ง “บัญชีใหม่”
6.4.8 การตั้งค่า “Webhook Data”
6.4.9 การตั้งค่า “Magnifier”
6.4.10 การตั้งค่า “Print”
7. ผู้ใช้งาน
8. ไฟล์สื่อ
8.1 การจัดการคลังไฟล์สื่อ
8.2 การเพิ่มไฟล์ใหม่
9. สถิติการใช้งาน
10. ปิดร้านชั่วคราว
11. ปลั๊กอินเสริมอื่น ๆ
11.1 แบบฟอร์มติดต่อ
11.1.1 การเพิ่มแบบฟอร์มติดต่อ
11.1.2 การจัดการแก้ไขแบบฟอร์มติดต่อ
11.1.3 การตั้งค่าอีเมล์แบบฟอร์มติดต่อ
11.2 Revolution Slider
11.2.1 Create New Slider
11.2.2 Edit Slider
11.2.3 Edit Slides
11.3 Email Newsletter
11.3.1 Compose Mail
11.3.2 Mail to Registered User
11.3.3 Mail to Commenter
11.3.4 Mail to Subscriber
11.3.5 Setup Widget
11.3.6 Setup Email
11.3.7 Setup Unsubscribe
11.3.8 Opt In Setting
11.3.9 Export Users to CSV
11.3.10 Import Mails
11.3.11 Send Test Mail
11.4 ลายน้ำ
11.4.1 ตั้งค่าลายน้ำ
11.4.2 อัพเดทลายน้ำ
11.5 SEO
11.5.1 Dashboard
11.5.2 Titles & Metas
11.5.3 Social
11.5.4 XML Sitemaps
11.6 Social Login
11.7 Multi – language
11.7.1 การเปิดใช้งานหลายภาษา
11.7.2 การเพิ่มภาษาใหม่
11.8 Product MultiLanguage การใส่ข้อมูลสินค้าเป็นภาษานานาชาติ

คู่มือร้านออนไลน์แบบ Simply

เจ้าของกิจการที่เปิดร้านออนไลน์กับ www.planils.com (ปลานิล.คอม) สามารถจัดการร้านออนไลน์ของท่านได้เอง
ผ่านเครื่องมือจัดการร้านออนไลน์ ดังต่อไปนี้

เมนู รายละเอียดการจัดการ
หน้า สำหรับจัดการ แก้ไข และสร้างหน้าใหม่
สินค้า สำหรับจัดการสินค้า หมวดหมู่ ป้ายกำกับ รูปแบบการจัดส่งสินค้า คุณลักษณะ
ข่าวและโปรโมชั่น สำหรับจัดการข่าวและโปรโมชั่น หมวดหมู่ ป้ายกำกับ
ความเห็น สำหรับจัดการความคิดเห็น
รูปแบบร้านออนไลน์ สำหรับแต่งร้านออนไลน์ จัดการเมนู Widgets | Revolution Slider | ปรับแต่งร้านออนไลน์
ตั้งค่าร้านออนไลน์ สำหรับตั้งค่าร้านออนไลน์เกี่ยวกับคำสั่งซื้อ คูปอง รายงาน และการตั้งค่าอื่น ๆ
ผู้ใช้ สำหรับจัดการผู้ใช้งานร้านออนไลน์
ไฟล์สื่อ สำหรับจัดการไฟล์สื่อ
สถิติการใช้งาน สำหรับแสดงสถิติการใช้งานร้านออนไลน์
ปิดร้านชั่วคราว สำหรับปิดการใช้งานร้านออนไลน์ชั่วคราว
แบบฟอร์มติดต่อ สำหรับจัดการแบบฟอร์มติดต่อ
Revolution Slider สำหรับจัดการ Revolution Slider เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับร้านออนไลน์
Email Newsletter สำหรับจัดการจดหมายข่าว
ลายน้ำ สำหรับจัดการตั้งค่าลายน้ำและอัพเดทลายน้ำ
SEO สำหรับจัดการ Search Engine Optimization
Social Login สำหรับการตั้งค่าเพื่อให้ผู้ใช้บริการร้านออนไลน์สามารถเข้าใช้บริการร้านออนไลน์ผ่านบัญชี Social Network ได้โดยไม่ต้องสมัครลงทะเบียนใหม่

เจ้าของร้านออนไลน์สามารถจัดการร้านออนไลน์ เริ่มต้นโดยการเข้าไปที่หน้าแรกของเว็บไซต์ร้านออนไลน์ของท่าน
แล้วคลิ๊กปุ่ม “เข้าสู่ระบบ” จากนั้นให้กรอกชื่อผู้ใช้ (Username หรือ Email) และรหัสผ่านให้เรียบร้อย
เมื่อเข้าสู่ระบบหลังร้าน ใน”หน้าควบคุม”ท่านสามารถใช้เครื่องมือจัดการร้านที่กล่าวมาข้างต้นได้ทันที ดังนี้

 
 

1. หน้า เป็นเมนูเครื่องมือที่ใช้สำหรับการจัดการหน้า “เพจ (Page)” ของเว็บหรือร้านออนไลน์
“เพจ (Page)” คือ หน้าเว็บประเภทที่มักจะมีความคงที่ ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยนัก และไม่ต้องมีการอัพเดตปรับปรุงข้อมูล
ตลอดเวลา เช่น หน้าข้อตกลงและนโยบาย , หน้าเกี่ยวกับเรา, หน้าติดต่อ เป็นต้น
“เพจ (Page)” ต่างจากหน้า “โพสต์ (Post)”เพราะ “โพสต์ (Post)” เป็นหน้าเว็บประเภทที่จะต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงข้อมูล
ให้เป็นปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา เพื่อความสดใหม่ ทันสมัย และน่าสนใจ เช่น หน้าบทความ หรือข่าวสารและโปรโมชั่นต่าง ๆ

การจัดการหน้า(Page) อาจแยกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1.1 การเพิ่มหน้า
1.2 การแก้ไขหน้า
1.2.1 การแก้ไขหน้าอย่างละเอียด ได้แก่ การระบุรายละเอียดหน้าและเพิ่มสื่อ, การระบุค่า SEO, การกำหนดสถานะการเผยแพร่,
การระบุคุณสมบัติหน้า และการเพิ่มรูปพิเศษ
1.2.2 การแก้ไขหน้าอย่างเร็ว
1.3 การลบหน้า
1.3.1 การลบหน้าแบบชั่วคราว
1.3.2 การลบหน้าแบบถาวร

 
 

1.1 การเพิ่มหน้า เป็นการสร้างหน้าเว็บ “เพจ (Page)” ใหม่ หรือสร้างหัวข้อใหม่ ให้กับเว็บหรือร้านออนไลน์
“เพจ (Page)” คือ หน้าเว็บประเภทที่มักจะมีความคงที่ ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยนัก และไม่ต้องมีการอัพเดตปรับปรุงข้อมูลตลอดเวลา
เช่น หน้าข้อตกลงและนโยบาย , หน้าเกี่ยวกับเรา, หน้าติดต่อ เป็นต้น
“เพจ (Page)” ต่างจาก “โพสต์ (Post)” เพราะ “โพสต์ (Post)”เป็นหน้าเว็บประเภทที่จะต้องมีการอัพเดทปรับปรุงเปลี่ยนแปลง
ข้อมูลให้เป็นปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา เพื่อความสดใหม่ ทันสมัย และน่าสนใจ เช่น หน้าบทความหรือข่าวสารและโปรโมชั่นต่าง ๆ

การเพิ่มหน้า (Page) มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม เมื่อวางเม้าส์บนเมนู “หน้า” >> เลือก “เขียนหน้าใหม่”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-031

หรือจะเลือก “เขียนหน้าใหม่” (ดังรูปด้านล่าง) ก็ได้เช่นกัน
Untitled-031

(2) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “เพิ่มหน้าใหม่” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-031

ในหน้า “เพิ่มหน้าใหม่” ท่านสามารถระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้
+ ใส่หัวข้อ : ใส่ชื่อของหน้าใหม่หรือชื่อหัวข้อใหม่ ลงในช่อง “ใส่หัวข้อที่นี่”
+ เพิ่มสื่อ : สำหรับใส่ไฟล์สื่อให้กับหน้าใหม่ หรือหัวข้อใหม่ที่สร้างขึ้น โดยการอัพโหลดไฟล์สื่อ
ได้แก่ รูป เสียง วิดิโอ หรืออาจจะไม่แนบไฟล์สื่อใด ๆ เลยก็ได้
+ ใส่เนื้อหา : สำหรับใส่รายละเอียดเนื้อหาให้กับหน้าหรือหัวข้อที่สร้างขึ้นใหม่
+ เผยแพร่ : สำหรับกำหนดสถานะการเผยแพร่ ได้แก่
สถานะ : รอคอยการตรวจสอบ/ฉบับร่าง (ฉบับร่าง ใช้ในกรณีที่เขียนยังไม่เสร็จหรือยังไม่เรียบร้อย
โดยหน้าที่ถูกกำหนดสถานะให้เป็นฉบับร่างจะไม่แสดงบนหน้าร้านออนไลน์)
เห็นได้ : สาธารณะ/รหัสผ่านป้องกัน/ส่วนตัว
เผยแพร่ : ทันที/ เดือน, วัน, ปี @ ชั่วโมง : นาที
SEO : N/A Check
+ คุณสมบัติหน้า : สำหรับกำหนดคุณสมบัติหน้า ได้แก่ หลัก, เทมเพลต และจัดลำดับ
หลัก : คือการกำหนดว่าจะให้เป็นหน้าหลักหรือหน้ารอง กล่าวคือ หากจะให้หน้านั้นเป็นหน้าหลัก ให้คลิ๊กเลือก “ไม่มีกลุ่มหลัก” แต่หากจะให้หน้านั้นเป็นหน้ารอง ให้คลิ๊กเลือกหัวข้อที่จะกำหนดให้เป็นหน้าหลัก
เทมเพลต : คือการกำหนด Layout รูปแบบหรือโครงสร้างของเว็บทั้งหมด ซึ่งในการออกแบบเทมเพลตต้องให้เหมาะสมกับเนื้อหาของเว็บและเป็นไปในแนวทางเดียวกันด้วย ดังนั้น โดยทั่วไปการระบุคุณสมบัติหน้า : เทมเพลต จึงควรกำหนดเป็น “เทมเพลตค่าเริ่มต้น”
จัดลำดับ : คือการกำหนดลำดับชั้นให้กับหน้าที่เพิ่มใหม่
+ รูปพิเศษ : สำหรับเพิ่มรูปพิเศษเพื่อให้การแสดงผลในหน้าหลักสวยงามและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น
+ SEO : ระบุค่า SEO สำหรับการทำ Search Engine Optimize เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาร้านค้าออนไลน์

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้ไปที่หัวข้อ “เผยแพร่” ซึ่งอยู่บริเวณมุมบนด้านขวามือ ในส่วนนี้ท่านสามารถดูการเปลี่ยนแปลง
โดยคลิ๊กปุ่ม “ดูการเปลี่ยนแปลง” จากนั้นจึงกำหนดสถานะการเผยแพร่แล้วคลิ๊กปุ่ม “เผยแพร่”

 
 

1.2 การแก้ไขหน้า ของเว็บหรือร้านออนไลน์
มี 2 วิธี ได้แก่
1.2.1 การแก้ไขหน้าอย่างละเอียด
1.2.2 การแก้ไขหน้าอย่างเร็ว

การแก้ไขหน้า (Page) ของเว็บหรือร้านออนไลน์ สามารถทำได้โดยการวางเม้าส์บนหัวข้อที่ต้องการแก้ไข ท่านจะเห็นแถบเครื่องมือ
(แก้ไข / แก้ไขอย่างเร็ว / ถังขยะ / ดู) จากนั้นคลิ๊ก
+ แก้ไข สำหรับการแก้ไขรายละเอียดหน้า
+ แก้ไขอย่างเร็ว สำหรับการแก้ไขหน้าแบบเร่งด่วน
+ ถังขยะ สำหรับการย้ายลงถังขยะ
+ ดู สำหรับดูการแสดงหน้าบนหน้าร้านออนไลน์

 
 

1.2.1 การแก้ไขหน้าอย่างละเอียด เป็นการแก้ไขหน้า (Page) หรือหัวข้อในรายละเอียดต่าง ๆ

การแก้ไขหน้าอย่างละเอียด มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “หน้า” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “หน้าทั้งหมด”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-031

(2) ระบบจะแสดงหน้าทั้งหมดที่มีอยู่ จากนั้นให้วางเม้าส์บนหัวข้อที่ต้องการจะแก้ไข จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข/แก้ไขอย่างเร็ว/ถังขยะ/ดู) >> คลิ๊ก “แก้ไข” >> เพื่อแก้ไขหรือปรับปรุงรายละเอียดให้กับหน้า, หัวข้อ หรือบทความนั้นได้
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-030

(3) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “แก้ไขหน้า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-030

ในหน้า “แก้ไขหน้า” ท่านสามารถแก้ไขปรับปรุงรายละเอียดหน้า (Page) หรือหัวข้อ ดังนี้
+ ใส่หัวข้อ : ใส่ชื่อของหน้าหรือชื่อหัวข้อใหม่ ลงในช่อง “ใส่หัวข้อที่นี่”
+ เพิ่มสื่อ : สำหรับใส่ไฟล์สื่อให้กับหน้าหรือหัวข้อใหม่ โดยการอัพโหลดไฟล์สื่อ ได้แก่ รูป เสียง วิดิโอ
หรืออาจจะไม่แนบไฟล์สื่อใด ๆ เลยก็ได้
+ ใส่เนื้อหา : สำหรับใส่รายละเอียดเนื้อหาให้กับหน้าหรือหัวข้อใหม่
+ SEO : ระบุค่า SEO สำหรับการทำ Search Engine Optimize เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหา
+ เผยแพร่ : สำหรับกำหนดสถานะการเผยแพร่ ได้แก่
สถานะ : รอคอยการตรวจสอบ/ฉบับร่าง (ฉบับร่าง ใช้ในกรณีที่เขียนยังไม่เสร็จหรือยังไม่เรียบร้อย
โดยหน้าที่ถูกกำหนดสถานะให้เป็นฉบับร่างจะไม่แสดงบนหน้าร้านออนไลน์)
เห็นได้ : สาธารณะ/รหัสผ่านป้องกัน/ส่วนตัว
เผยแพร่ : ทันที/ เดือน, วัน, ปี @ ชั่วโมง : นาที
SEO : N/A Check
+ คุณสมบัติหน้า : สำหรับกำหนดคุณสมบัติหน้า ได้แก่ หลัก, เทมเพลต และจัดลำดับ
หลัก : คือการกำหนดว่าจะให้เป็นหน้าหลักหรือหน้ารอง กล่าวคือ หากจะให้หน้านั้นเป็นหน้าหลัก ให้คลิ๊กเลือก “ไม่มีกลุ่มหลัก” แต่หากจะให้หน้านั้นเป็นหน้ารอง ให้คลิ๊กเลือกหัวข้อที่จะกำหนดให้เป็นหน้าหลัก
เทมเพลต : คือการกำหนด Layout รูปแบบหรือโครงสร้างของหน้าเว็บ ซึ่งในการออกแบบเทมเพลต
ต้องให้เหมาะสมกับเนื้อหาของเว็บทั้งหมดและเป็นไปในแนวทางเดียวกันด้วย ดังนั้น โดยทั่วไปการระบุคุณสมบัติหน้า : เทมเพลต
จึงควรกำหนดเป็น “เทมเพลตค่าเริ่มต้น”
จัดลำดับ : คือการกำหนดลำดับชั้นให้กับหน้าที่เพิ่มใหม่
+ รูปพิเศษ : สำหรับเพิ่มรูปพิเศษเพื่อการแสดงผลในหน้าหลักที่สวยงามและน่าสนใจมากขึ้น

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้ไปที่หัวข้อ “เผยแพร่” ซึ่งอยู่บริเวณมุมบนด้านขวามือ ในส่วนนี้ท่านสามารถดูการเปลี่ยนแปลง
โดยคลิ๊กปุ่ม “ดูการเปลี่ยนแปลง” จากนั้นจึงกำหนดสถานะการเผยแพร่แล้วคลิ๊กปุ่ม “อัปเดท”

การแก้ไขหน้าอย่างละเอียดดังกล่าวข้างต้น อาจแบ่งได้เป็น 5 หัวข้อ ดังนี้
1.2.1.1 การระบุรายละเอียดหน้าและเพิ่มสื่อ
1.2.1.2 การระบุค่า SEO
1.2.1.3 การกำหนดสถานะการเผยแพร่
1.2.1.4 การระบุคุณสมบัติหน้า
1.2.1.5 การเพิ่มรูปพิเศษ
แต่ละหัวข้อมีขั้นตอนและรายละเอียดดังนี้

 
 

1.2.1.1 การระบุรายละเอียดหน้าและเพิ่มสื่อ
หน้า (Page) หรือหัวข้อที่ได้สร้างขึ้น ท่านสามารถระบุรายละเอียดหรือแก้ไขปรับปรุงรายละเอียด รวมทั้งเพิ่มสื่อให้กับหน้า (Page) หรือหัวข้อนั้นได้

การระบุรายละเอียดหน้าและเพิ่มสื่อ มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “หน้า” >> และคลิ๊ก “หน้าทั้งหมด”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-031

(2) ระบบจะแสดงหน้าทั้งหมดที่มีอยู่ จากนั้นให้วางเม้าส์บนหัวข้อที่ต้องการจะแก้ไข จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข/แก้ไขอย่างเร็ว/ถังขยะ/ดู) >> ให้คลิ๊ก “แก้ไข” เพื่อแก้ไขหรือปรับปรุงรายละเอียดให้กับหน้า, หัวข้อ หรือบทความนั้นได้
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-030

(3) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “แก้ไขหน้า” นั้น ท่านสามารถระบุรายละเอียด หรือแก้ไขปรับปรุงรายละเอียดให้กับหน้า (Page) หรือหัวข้อนั้น รวมทั้งสามารถเพิ่มสื่อโดยการอัพโหลดไฟล์สื่อ ได้แก่ รูป เสียง วิดิโอ หรือจะไม่แนบไฟล์สื่อเลยก็ได้
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-032

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้ไปที่หัวข้อ “เผยแพร่” ซึ่งอยู่บริเวณมุมบนด้านขวามือ ในส่วนนี้ท่านสามารถดูการเปลี่ยนแปลง
โดยคลิ๊กปุ่ม “ดูการเปลี่ยนแปลง” จากนั้นจึงกำหนดสถานะการเผยแพร่แล้วคลิ๊กปุ่ม “อัปเดท”
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-032

 
 

1.2.1.2 การระบุค่า SEO ให้กับหน้า เป็นการระบุค่า SEO ให้กับหน้า (Page) หรือหัวข้อที่ได้สร้างขึ้น
การระบุค่า SEO เป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ www.planils.com (ปลานิล.คอม) จัดเตรียมไว้สำหรับรองรับการทำ Search Engine Optimize เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหา
ทั้งนี้ การเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ซึ่งอาจศึกษาค้นคว้าเทคนิคเพิ่มเติมได้จากข้อมูลที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำไว้

หน้า (Page) หรือหัวข้อที่ได้สร้างขึ้น ท่านสามารถระบุค่า SEO หรือปรับปรุงการตั้งค่า SEO ได้ โดยมีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “หน้า” >> และคลิ๊ก “หน้าทั้งหมด”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-031

(2) ระบบจะแสดงหน้าทั้งหมดที่มีอยู่ จากนั้นให้วางเม้าส์บนหัวข้อที่ต้องการจะแก้ไข จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข/แก้ไขอย่างเร็ว/ถังขยะ/ดู) >> ให้คลิ๊ก “แก้ไข” เพื่อแก้ไขหรือปรับปรุงรายละเอียดให้กับหน้า, หัวข้อ หรือบทความนั้นได้
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-030

(3) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “แก้ไขหน้า” ซึ่งในหน้า “แก้ไขหน้า” หัวข้อ “SEO” นั้น ท่านสามารถระบุค่า SEO หรือปรับปรุงการตั้งค่า SEO ให้กับหน้า, หัวข้อ หรือบทความนั้นได้
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-033
Untitled-033
Untitled-033
Untitled-033

General : การตั้งค่าทั่วไป
+ Snippet Preview คือ รูปแบบการแสดงผลของหน้าเว็บเมื่อทำการค้นหาจาก Search Engine
+ Focus Keyword คือ คำหลักหรือ keyphrase ที่เกี่ยวกับหน้านี้
+ SEO Title คือ หัวข้อหรือชื่อเรื่อง เมื่อทำการค้นหาจาก Search Engine หัวข้อหรือชื่อเรื่องนี้จะแสดงในบรรทัดแรก
+ Meta Description คือ คำอธิบายรายละเอียดของหน้าว่ามีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร เมื่อทำการค้นหาจาก Search Engine
จะแสดงในบรรทัดที่สองต่อจาก Title โดยหากไม่ได้ใส่ Meta Description ไว้ Search Engine จะหยิบยกเนื้อหาในเว็บ
ที่สอดคล้องกับเนื้อหาส่วนนี้มาแสดงแทน อย่างไรก็ดี เนื่องจากโดยทั่วไป Search Engine จะมีการทดสอบไปมาว่าจะหยิบยก
เนื้อหาส่วนใดมาแสดง ทำให้ในบางครั้งอาจมีการนำเอาเนื้อหาที่ไม่ตรงกับ Title มาแสดงได้ ดังนั้น เพื่อไม่ได้เกิดความผิดพลาดในลักษณะเช่นนี้
จึงควรระบุ Meta Description ด้วยตนเองทุกครั้ง

Page Analysis : การตั้งค่าการวิเคราะห์สถิติหน้าเว็บเพจ

Advanced : การตั้งค่าขั้นสูง
+ Meta Robots Index คือ การตั้งค่าดัชนี โดยต้องเลือกระบุว่าจะ Index หรือ Noindex
Index หมายถึง ให้เก็บหน้าเว็บไว้ใน index server ของ Search Engine ได้ (โดยทั่วไป Search Engine
จะถือว่าสามารถเข้าทำการจัดเก็บหรือทำดัชนีได้ทุกหน้า ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องตั้งค่าเป็น “Index” แต่อย่างใด)
Noindex หมายถึง ไม่ให้เก็บหน้าเว็บไว้ใน index server ของ Search Engine (ป้องกันไม่ให้จัดทำดัชนีหน้าเว็บ)
+ Meta Robots Follow คือ การตั้งค่าการติดตาม โดยต้องเลือกระบุว่าจะ Follow หรือ Nofollow
Follow หมายถึง ให้ติดตามลิงก์และเก็บไว้ใน index server ของ Search Engine ได้ (โดยทั่วไป Search Engine จะถือว่าสามารถเข้าไปในลิงก์ได้ทุกหน้าเว็บเพจเพื่อนำไปใช้ในการจัดอันดับ ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องตั้งค่าเป็น
“Follow” แต่อย่างใด”
Nofollow หมายถึง ไม่ให้ติดตามลิงก์และไม่ให้เก็บไว้ใน index server ของ Search Engine (ป้องกันไม่ให้ติดตามลิงก์เชื่อมโยงจากหน้าเว็บนี้) [การตั้งค่าเป็น “Nofollow”เป็นการตั้งค่าเพื่อป้องกันความเสียหายจากการที่มีลิงก์ออกจำนวนมาก เพราะการมีลิงก์ออกมากจะส่งผลทำให้คะแนน SEO กระจายไปยังลิงก์อื่น ๆ
ดังนั้น หากเว็บที่มีการแลกลิงก์หรือเว็บที่ให้ลงประกาศฟรี ตั้งค่าเป็น “Nofollow” ไว้ ผู้ที่แลกลิงก์หรือผู้ที่ฝากลิงก์ไว้กับเว็บที่ให้ลงประกาศฟรี ก็จะไม่ได้รับประโยชน์เลย เพราะจะไม่ได้คะแนนใดๆ จากเว็บของอีกฝ่าย และยังต้องเสียคะแนนของเว็บตนอีกด้วย]
สำหรับเนื้อหาที่อาจต้องพิจารณาใช้ “Nofollow” ได้แก่ เนื้อหาที่เชื่อถือไม่ได้ ในกรณีที่ไม่สามารถรับรองเนื้อหาของหน้าที่ลิงก์มายังเว็บได้ เช่น ความคิดเห็นของผู้ใช้ที่ไม่น่าเชื่อถือ เป็นต้น หรือลิงก์ที่มีการชำระเงิน เพื่อป้องกันมิให้ลิงก์ที่มีการชำระเงินมีอิทธิพลต่อการค้นหา
และส่งผลในทางลบต่อผู้ใช้งาน, และ ลิงก์ที่เกี่ยวกับการลงชื่อเข้าใช้หรือลงทะเบียนเป็นสมาชิก เพราะ Search Engine
ไม่สามารถลงชื่อเข้าใช้หรือลงทะเบียนเป็นสมาชิกได้ จึงควรตั้งค่าลิงก์ลักษณะนี้เป็น “Nofollow” เพื่อที่จะทำให้ Search Engine
ไปรวบรวมติดตามข้อมูลหน้าอื่น ๆ ที่ต้องการให้แสดงผลในหน้าค้นหามากกว่า]
+ Meta Robots Advanced คือ การตั้งค่า Meta Robots ขั้นสูง โดยต้องเลือกระบุ (None, NO ODP, NO YDIR, No Imaage Index, No Archive, No Snippet)
None หมายถึง การห้ามไม่ให้จัดเก็บเว็บเพจนี้ไปทำดัชนีเนื้อหา และห้ามติดตามลิงก์เชื่อมโยงเพื่อทำดัชนีในเนื้อหาด้วย
NO ODP หมายถึง ไม่ให้นำคำอธิบาย (Meta Description) จากฐานข้อมูล ODP (Open Directory Project)ของ DMOZ ไปแสดงในหน้าค้นหาของ Search Engine เพราะการไม่ตั้งค่า “NO ODP” ไว้ จะทำให้ robot ของ Search Engine เก็บบันทึกค่า Description เดิมไว้เท่านั้น แม้จะมีการเปลี่ยนแปลง Description ใหม่แล้วก็ตาม ดังนั้น ถ้าต้องการให้ Search Engine เก็บค่า Description ที่ปรับปรุงใหม่ทุกครั้ง ควรตั้งค่าเป็น “NO ODP”
NO YDIR หมายถึง ไม่ให้นำคำอธิบาย (Meta Description) จาก Yahoo Directory ไปแสดงในหน้าค้นหาของ Search Engine
No Image Index หมายถึง ไม่ให้หน้าเว็บปรากฏเป็นหน้าอ้างอิงสำหรับรูปภาพในผลการค้นหาของ Search Engine
No Archive หมายถึง ไม่ให้ Search Engine แสดงลิงก์ที่แคชไว้สำหรับหน้าเว็บ (ไม่ให้เก็บสำเนาของหน้าเว็บ)
No Snippet หมายถึง ไม่ให้แสดงตัวอย่างข้อมูลในผลการค้นหา
+ Include in Sitemap คือ การตั้งค่าในแผนผังเว็บไซต์ โดยต้องเลือกว่า หน้านี้ควรจะอยู่ในแผนผังเว็บไซต์ XML ตลอดเวลา โดยไม่คำนึงถึงการตั้งค่า Robots Meta หรือไม่ (เลือก auto detect, always include,never include)
+ Sitemap Priority คือ การจัดลำดับความสำคัญให้กับหน้านี้ในแผนผังเว็บไซต์ XML
+ Canonical URL คือ การกำหนด URL ที่เป็นที่ยอมรับ เพื่อบ่งบอกให้ Search Engine รู้ว่าหากหน้านี้มีเนื้อหาซ้ำกับหน้าอื่นแล้ว จะถือหน้านี้เป็นหลัก เพราะถ้าไม่กำหนด Canonical URL ไว้ ในกรณีที่ระบบสร้าง URL ที่สามารถเข้าถึงเนื้อหานั้นได้เหมือนกัน
จะทำให้ Search Engine มองว่าเป็นข้อมูลที่ซ้ำกัน ซึ่งจะส่งผลต่อการติดอันดับการค้นหาได้
+ 301 Redirect คือ วิธีการ redirect หน้าเพจ ใช้ในกรณีมีการปรับเปลี่ยนหรือโยกย้ายเว็บ จนเป็นเหตุให้หน้าเว็บเปลี่ยนไป
ซึ่งหากค้นหาโดย Search Engine จะพบว่า URL เก่ายังปรากฎอยู่ แต่ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บจะไม่สามารถดูหน้านั้นได้
ดังนั้น จึงต้องมีการตั้งค่า 301 Redirect เพื่อย้ายหน้าและส่งค่าต่าง ๆ ไปที่หน้าใหม่ด้วย

Social : การตั้งค่า Social
+ Facebook Title คือ การระบุชื่อโพสต์ใหม่ ใช้ในกรณีที่ไม่ต้องการที่จะใช้ชื่อโพสต์ สำหรับการแบ่งปันโพสต์บน Facebook
แต่ต้องการใช้ชื่อที่ระบุไว้แทน
+ Facebook Description คือ การระบุคำอธิบายอื่น ใช้ในกรณีที่ไม่ต้องการที่จะใช้คำอธิบายรายละเอียด (Meta Mescription)
สำหรับการแบ่งปันโพสต์บน Facebook แต่ต้องการใช้คำอธิบายที่ระบุไว้แทน
+ Facebook Image คือ การอัพโหลด/เลือกภาพ หรือเพิ่ม URL ใช้ในกรณีที่ต้องการที่จะแทนที่ภาพใน Facebook สำหรับโพสต์นี้
+ Google+ Title คือ การระบุชื่อโพสต์ใหม่ ใช้ในกรณีที่ไม่ต้องการที่จะใช้ชื่อโพสต์สำหรับการแบ่งปันโพสต์บน Google+ แต่ต้องการใช้ชื่อที่ระบุไว้แทน
+ Google+ Description คือ การระบุคำอธิบายอื่น ใช้ในกรณีที่ไม่ต้องการที่จะใช้คำอธิบายรายละเอียด (Meta Mescription)
สำหรับการแบ่งปันโพสต์ บน Google+ แต่ต้องการใช้คำอธิบายที่ระบุไว้แทน
+ Google+ Image คือ การอัพโหลด / เลือกภาพ หรือเพิ่ม URL ใช้ในกรณีที่ต้องการที่จะแทนที่ภาพใน Google+ สำหรับโพสต์นี้

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้ไปที่หัวข้อ “เผยแพร่” ซึ่งอยู่บริเวณมุมบนด้านขวามือ ในส่วนนี้ท่านสามารถดูการเปลี่ยนแปลง
โดยคลิ๊กปุ่ม “ดูการเปลี่ยนแปลง” จากนั้นจึงกำหนดสถานะการเผยแพร่แล้วคลิ๊กปุ่ม “อัปเดท”

 
 

1.2.1.3 การกำหนดสถานะการเผยแพร่หน้า เป็นการกำหนดสถานะการเผยแพร่หรือปรับเปลี่ยนสถานะการเผยแพร่หน้า (Page) หรือหัวข้อที่สร้างขึ้น
การกำหนดสถานะการเผยแพร่หรือปรับเปลี่ยนสถานะการเผยแพร่หน้า (Page) หรือหัวข้อ มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “หน้า” >> และคลิ๊ก “หน้าทั้งหมด”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-031

(2) ระบบจะแสดงหน้าทั้งหมดที่มีอยู่ จากนั้นให้วางเม้าส์บนหัวข้อที่ต้องการจะแก้ไข จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข/แก้ไขอย่างเร็ว/ถังขยะ/ดู) >> ให้คลิ๊ก “แก้ไข” เพื่อแก้ไขหรือปรับปรุงรายละเอียดให้กับหน้า, หัวข้อ หรือบทความนั้นได้
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-030

(3) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “แก้ไขหน้า” ซึ่งในหน้า “แก้ไขหน้า หัวข้อ “เผยแพร่” นั้น ท่านสามารถกำหนดสถานะการเผยแพร่หรือปรับเปลี่ยนสถานะการเผยแพร่หน้า (Page) หรือหัวข้อนั้นได้
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-034

การกำหนดสถานะการเผยแพร่ทำได้โดยระบุเลือก
+ สถานะ: เผยแพร่/รอคอยการตรวจสอบ/ฉบับร่าง (ฉบับร่าง ใช้ในกรณีที่เขียนยังไม่เสร็จหรือยังไม่เรียบร้อย
โดยหน้าที่ถูกกำหนดสถานะให้เป็นฉบับร่างจะไม่แสดงบนหน้าร้านออนไลน์)
+ เห็นได้ : สาธารณะ/รหัสผ่านป้องกัน/ส่วนตัว
+ เผยแพร่ : เดือน วัน, ปี @ ชั่วโมง : นาที
+ SEO : N/A Check

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้ไปที่หัวข้อ “เผยแพร่” ซึ่งอยู่บริเวณมุมบนด้านขวามือ ในส่วนนี้ท่านสามารถดูการเปลี่ยนแปลง
โดยคลิ๊กปุ่ม “ดูการเปลี่ยนแปลง” จากนั้นจึงกำหนดสถานะการเผยแพร่แล้วคลิ๊กปุ่ม “อัปเดท”

 
 

1.2.1.4 การระบุคุณสมบัติหน้า เป็นการระบุคุณสมบัติหน้าหรือปรับเปลี่ยนคุณสมบัติให้กับหน้า (Page) หรือหัวข้อที่สร้างขึ้น

การระบุคุณสมบัติหน้าหรือปรับเปลี่ยนคุณสมบัติหน้า (Page) หรือหัวข้อ มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “หน้า” >> และคลิ๊ก “หน้าทั้งหมด”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-031

(2) ระบบจะแสดงหน้าทั้งหมดที่มีอยู่ จากนั้นให้วางเม้าส์บนหัวข้อที่ต้องการจะแก้ไข จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข/แก้ไขอย่างเร็ว/ถังขยะ/ดู) >> ให้คลิ๊ก “แก้ไข” เพื่อแก้ไขหรือปรับปรุงรายละเอียดให้กับหน้า, หัวข้อ หรือบทความนั้นได้
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-030

(3) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “แก้ไขหน้า” ซึ่งในหน้า “แก้ไขหน้า” หัวข้อ “คุณสมบัติหน้า” นั้น ท่านสามารถระบุคุณสมบัติหน้าหรือปรับเปลี่ยนคุณสมบัติหน้าได้ แยกเป็น
คุณสมบัติหน้า : หลัก
คุณสมบัติหน้า : เทมเพลต
คุณสมบัติหน้า : จัดลำดับ
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-035

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้ไปที่หัวข้อ “เผยแพร่” ซึ่งอยู่บริเวณมุมบนด้านขวามือ ในส่วนนี้ท่านสามารถดูการเปลี่ยนแปลง
โดยคลิ๊กปุ่ม “ดูการเปลี่ยนแปลง” จากนั้นจึงกำหนดสถานะการเผยแพร่แล้วคลิ๊กปุ่ม “อัปเดท”

หมายเหตุ : การระบุคุณสมบัติหน้า : หลัก
คือ การกำหนดลำดับชั้นให้กับหน้าที่กำลังเขียนขึ้นใหม่หรือหน้าที่กำลังทำการแก้ไขนั้น ว่าจะให้เป็นหน้าหลักหรือหน้ารอง กล่าวคือ
+ หากจะให้หน้านั้นเป็นหน้าหลัก ให้คลิ๊กเลือก “ไม่มีกลุ่มหลัก”
+ หากจะให้หน้านั้นเป็นหน้ารอง ให้คลิ๊กเลือกหัวข้อที่จะกำหนดให้เป็นหน้าหลัก เพื่อให้หน้ารองนั้นไปอยู่ภายใต้หน้าหลักที่เลือกนั้น
ตัวอย่าง สมมติว่า หน้าที่กำลังเขียนใหม่หรือหน้าที่กำลังแก้ไขนั้นมีชื่อว่า “วิธีการเลือกเพชร”
+ หากจะให้หน้า “วิธีการเลือกเพชร” เป็นหน้าหลักโดยไม่ต้องอยู่ภายใต้หน้าหลักใด ๆ เลย ก็ให้คลิ๊กเลือก “ไม่มีกลุ่มหลัก”
+ หากจะให้หน้า “วิธีการเลือกเพชร” เป็นหน้ารอง ก็ให้เลือกว่าจะให้ไปเป็นหน้ารองของหน้าหลักใด เช่น ให้เป็นหน้ารองของหน้าหลัก “บทความ”
ก็คลิ๊กเลือก “บทความ” ในกรณีนี้หน้า“วิธีการเลือกเพชร” นั้นก็จะกลายเป็นหัวข้อรองของ “บทความ”
การระบุคุณสมบัติหน้า : เทมเพลต เนื่องจากเทมเพลตเป็นการกำหนด layout แบบหรือโครงสร้างของเว็บทั้งหมด ซึ่งในการออกแบบเทมเพลตต้องให้เหมาะสมกับเนื้อหาของเว็บและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ด้วย ดังนั้น โดยทั่วไปการระบุคุณสมบัติหน้า : เทมเพลต จึงควรกำหนดเป็น “เทมเพลตค่าเริ่มต้น”
การระบุคุณสมบัติหน้า : จัดลำดับ คือ การกำหนดลำดับชั้นให้กับหน้าที่กำลังเขียนขึ้นใหม่หรือหน้าที่กำลังทำการแก้ไขนั้น ว่าจะให้ไปเรียงลำดับอย่างไร

 
 

1.2.1.5 การเพิ่มรูปพิเศษให้กับหน้า เป็นการเพิ่มรูปพิเศษให้กับหน้า (Page) หรือหัวข้อที่สร้างขึ้น จะทำให้การแสดงผลในหน้าหลักมีความสวยงามและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น
การเพิ่มรูปพิเศษหรือการปรับเปลี่ยนรูปพิเศษให้กับหน้า (Page) หรือหัวข้อ มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “หน้า” >> และคลิ๊ก “หน้าทั้งหมด”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-031

(2) ระบบจะแสดงหน้าทั้งหมดที่มีอยู่ จากนั้นให้วางเม้าส์บนหัวข้อที่ต้องการจะแก้ไข จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข/แก้ไขอย่างเร็ว/ถังขยะ/ดู) >> ให้คลิ๊ก “แก้ไข” เพื่อแก้ไขหรือปรับปรุงรายละเอียดให้กับหน้า, หัวข้อ หรือบทความนั้นได้
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-030

(3) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “แก้ไขหน้า” ซึ่งในหน้า “แก้ไขหน้า” หัวข้อ “รูปพิเศษ” นั้น ท่านสามารถใส่รูปพิเศษหรือการปรับเปลี่ยนรูปพิเศษสำหรับการแสดงผลได้ โดยการเลือกรูป แล้วคลิ๊ก “ตั้งรูปพิเศษ”
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-036

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้ไปที่หัวข้อ “เผยแพร่” ซึ่งอยู่บริเวณมุมบนด้านขวามือ ในส่วนนี้ท่านสามารถดูการเปลี่ยนแปลง
โดยคลิ๊กปุ่ม “ดูการเปลี่ยนแปลง” จากนั้นจึงกำหนดสถานะการเผยแพร่แล้วคลิ๊กปุ่ม “อัปเดท”

ในกรณีที่ท่านได้ตั้งรูปพิเศษไว้แล้ว หากต้องการลบรูปพิเศษ เมื่ออยู่ในหน้า “แก้ไขหน้า” หัวข้อ “รูปพิเศษ” ให้คลิ๊ก “ลบรูปภาพพิเศษ”
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้ไปที่หัวข้อ “เผยแพร่” ซึ่งอยู่บริเวณมุมบนด้านขวามือ ในส่วนนี้ท่านสามารถดูการเปลี่ยนแปลง
โดยคลิ๊กปุ่ม “ดูการเปลี่ยนแปลง” จากนั้นจึงกำหนดสถานะการเผยแพร่แล้วคลิ๊กปุ่ม “อัปเดท”

 
 

1.2.2 การแก้ไขหน้าอย่างเร็ว เป็นการแก้ไขหน้า (Page) หรือหัวข้อ อย่างรวดเร็ว

การแก้ไขหน้าอย่างเร็ว มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “หน้า” >> และคลิ๊ก “หน้าทั้งหมด”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-031

(2) ระบบจะแสดงหน้าทั้งหมดที่มีอยู่ จากนั้นให้วางเม้าส์บนหัวข้อที่ต้องการจะแก้ไข จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข/แก้ไขอย่างเร็ว/ถังขยะ/ดู) >> ให้คลิ๊ก “แก้ไขอย่างเร็ว”
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-036

(3) เมื่อคลิ๊ก “แก้ไขอย่างเร็ว” แล้ว ท่านจะสามารถแก้ไขอย่างเร็วให้กับหน้า (Page) หรือหัวข้อนั้นได้ (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-031

การแก้ไขหน้าอย่างเร็ว เป็นการแก้ไขในหัวข้อดังต่อไปนี้
+ หัวข้อ : สำหรับใส่ชื่อของหน้าหรือชื่อหัวข้อใหม่
+ Slug : สำหรับใส่ข้อความเพื่อที่จะให้ปรากฏในส่วนท้ายของ URL
+ วันที่ : สำหรับใส่วันที่ เดือน, วัน, ปี @ ชั่วโมง : นาที
+ ผู้เขียน : สำหรับใส่ชื่อผู้เขียน
+ รหัสผ่าน : สำหรับใส่รหัสผ่าน
+ หลัก : สำหรับกำหนดว่าจะให้เป็นหน้าหลักหรือหน้ารอง กล่าวคือ หากจะให้หน้านั้นเป็นหน้าหลัก ให้คลิ๊กเลือก “ไม่มีกลุ่มหลัก” แต่หากจะให้หน้านั้นเป็นหน้ารอง ให้คลิ๊กเลือกหัวข้อที่จะกำหนดให้เป็นหน้าหลัก
+ จัดลำดับ : สำหรับการกำหนดลำดับชั้นให้กับหน้าที่เพิ่มใหม่
+ เทมเพลต : สำหรับการกำหนด Layout รูปแบบหรือโครงสร้างของหน้าเว็บ ซึ่งในการออกแบบเทมเพลตต้องให้เหมาะสมกับเนื้อหาของเว็บทั้งหมด และเป็นไปในแนวทางเดียวกันด้วย
ดังนั้น โดยทั่วไปการระบุคุณสมบัติหน้า : เทมเพลต จึงควรกำหนดเป็น “เทมเพลตค่าเริ่มต้น”
+ สถานะ : สำหรับกำหนดสถานะการเผยแพร่ ได้แก่ เผยแพร่ / รอคอยการตรวจสอบ / ฉบับร่าง
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊กปุ่ม “อัปเดท”

 
 

1.3 การลบหน้า
การลบหน้า (Page) สามารถดำเนินการผ่านเมนูแถบเครื่องมือดังกล่าวข้างต้น โดยแบ่งเป็น
1.3.1 การลบหน้าแบบชั่วคราว
1.3.2 การลบหน้าแบบถาวร

 
 

1.3.1 การลบหน้าแบบชั่วคราว เป็นการย้ายหน้า (Page) หรือหัวข้อ มาเก็บไว้ที่ถังขยะ โดยยังไม่ลบออกจากระบบ สามารถเรียกกลับมาใช้งานได้อีก

การลบหน้าแบบชั่วคราว มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “หน้า” >> และคลิ๊ก “หน้าทั้งหมด”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-031

(2) ระบบจะแสดงหน้าทั้งหมดที่มีอยู่ จากนั้นให้วางเม้าส์บนหน้าที่ต้องการลบ จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข/แก้ไขอย่างเร็ว/ถังขยะ/ดู) >> ให้คลิ๊ก “ถังขยะ”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-030

(2) หน้าที่ลบจะถูกย้ายไปอยู่ใน “ถังขยะ” โดยไม่ถูกลบออกจากระบบในทันที ดังนั้น ท่านจึงสามารถกู้คืนหน้าที่อยู่ใน “ถังขยะ” กลับมาใช้งานใหม่ได้ โดยคลิ๊กที่ “ถังขยะ” >> แล้ววางเม้าส์บนหน้าที่ต้องการกู้คืน จะปรากฏแถบเครื่องมือ (กู้คืน/ลบอย่างถาวร)
>> ให้คลิ๊ก “กู้คืน” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-030
หน้าที่กู้คืนแล้ว จะย้ายกลับไปที่หน้าทั้งหมด สามารถตรวจสอบหน้าที่กู้คืนได้โดยคลิ๊กที่ “หน้าทั้งหมด”

 
 

1.3.2 การลบหน้าแบบถาวร เป็นการลบหน้า (Page) หรือหัวข้อ ออกจากระบบอย่างถาวร เมื่อลบถาวรแล้ว จะไม่สามารถเรียกกลับมาใช้งานได้อีก
การลบหน้าแบบถาวร มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “หน้า” >> และคลิ๊ก “หน้าทั้งหมด”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-031

(2) ระบบจะแสดงหน้าทั้งหมดที่มีอยู่ จากนั้นให้วางเม้าส์บนหน้าที่ต้องการลบ จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข/แก้ไขอย่างเร็ว/ถังขยะ/ดู) >> ให้คลิ๊ก “ถังขยะ”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-030

(2) หน้าที่ลบจะถูกย้ายไปอยู่ใน “ถังขยะ” ท่านสามารถลบหน้านั้นอย่างถาวรได้ โดยคลิ๊กที่ “ถังขยะ” >> แล้ววางเม้าส์บนหน้าที่ต้องการลบอย่างถาวร จะปรากฏแถบเครื่องมือ (กู้คืน/ลบอย่างถาวร) >> ให้คลิ๊ก “ลบอย่างถาวร” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-030
หน้าที่ลบอย่างถาวรแล้ว จะถูกลบออกจากระบบ ไม่สามารถเรียกกลับมาใช้งานได้อีกต่อไป

 
 

2. สินค้า
“สินค้า” เป็นเครื่องมือสำหรับจัดการสินค้าในร้านค้าออนไลน์ โดยในการเข้าเมนู “สินค้า” เป็นครั้งแรก ท่านจะพบสินค้า 4 รายการ
ซึ่งเป็นตัวอย่างรายการสินค้าที่ planils.com (ปลานิล.คอม) จัดเตรียมไว้ให้เจ้าของร้านออนไลน์ศึกษาทำความเข้าใจก่อนลงมือ
ดำเนินการจริง เมื่อมั่นใจว่าได้ทำความเข้าใจเป็นอย่างดีแล้ว ท่านสามารถย้ายสินค้าตัวอย่างทั้ง 4 รายการลงถังขยะได้

การจัดการเมนู “สินค้า” อาจแยกได้เป็น 4 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
2.1 การเพิ่มสินค้า
2.2 การแก้ไขสินค้า
2.2.1 การแก้ไขสินค้าอย่างละเอียด ได้แก่ การระบุรายละเอียดสินค้าและเพิ่มสื่อ, การระบุข้อมูลสินค้า, การระบุคำอธิบายสินค้า (Product Short Description),การระบุค่า SEO, การกำหนดสถานะการเผยแพร่, การระบุหมวดหมู่สินค้า, การระบุป้ายกำกับ (Product Tags), การเพิ่มอัลบั้มรูปภาพ (Product Gallery) และการเพิ่มรูปพิเศษ
2.2.2 การแก้ไขสินค้าอย่างเร็ว
2.3 การลบสินค้า
2.3.1 การลบสินค้าแบบชั่วคราว
2.3.2 การลบสินค้าแบบถาวร
2.4 การทำสำเนาสินค้า

 
 

2.1 การเพิ่มสินค้า เป็นการเพิ่มสินค้าใหม่เข้ามาในร้านออนไลน์

การเพิ่มสินค้า มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้ให้วางเม้าส์บนเมนู “สินค้า” >> จากนั้นคลิ๊ก “เพิ่มสินค้า”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

หรือจะเลือก “เพิ่มสินค้า” (ดังรูปด้านล่าง) ก็ได้เช่นกัน
Untitled-037

(3) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “เพิ่มสินค้า” (Add Product) (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

ในหน้า “เพิ่มสินค้า” (Add Product) ให้กรอกข้อมูลดังนี้
+ Product name : ระบุชื่อสินค้า
+ เพิ่มสื่อ และระบุรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้า
+ เพิ่มสื่อ คือ การอัพโหลดไฟล์สื่อ ได้แก่ รูป เสียง วิดิโอ เป็นต้น เพื่อสร้างความน่าสนใจให้กับสินค้า
+ การระบุรายละเอียดสินค้า คือ การระบุรายละเอียดของสินค้า เช่น การอธิบายคุณสมบัติ หรือลักษณะพิเศษของสินค้า เป็นต้น เพื่อให้ลูกค้าทราบรายละเอียดที่เกี่ยวกับสินค้านั้น เป็นข้อมูลก่อนตัดสินใจสั่งซื้อสินค้า
+ รูปพิเศษ : สำหรับเพิ่มรูปพิเศษเพื่อให้การแสดงผลในหน้าร้านออนไลน์สวยงามและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น
+ เผยแพร่ : สำหรับกำหนดสถานะการเผยแพร่
+ สถานะ: รอคอยการตรวจสอบ/ฉบับร่าง (ฉบับร่าง ใช้ในกรณีที่เขียนยังไม่เสร็จหรือยังไม่เรียบร้อย โดยหน้าที่ถูกกำหนดสถานะให้เป็นฉบับร่างจะไม่แสดงบนหน้าร้านออนไลน์)
+ เห็นได้ : สาธารณะ/รหัสผ่านป้องกัน/ส่วนตัว
+ เผยแพร่ : เดือน, วัน, ปี @ ชั่วโมง : นาที
+ Catalog visibility : Catalog/search
+ SEO : N/A Check
+ Product Tags : สำหรับระบุป้ายกำกับสินค้าป้ายกำกับ (Product Tags) เพื่อบ่งบอกให้รู้ว่าสินค้านั้นเกี่ยวกับอะไร โดยการใส่คำสั้น ๆ และคั่นด้วยเครื่องหมายคอมม่า (,)
+ Product Gallery: สำหรับเพิ่มอัลบั้มรูปภาพสินค้า เพื่อให้ลูกค้าได้เลือกชมก่อนการตัดสินใจซื้อสินค้า
+ หมวดหมู่สินค้า : สำหรับระบุหมวดหมู่สินค้า เพื่อความสะดวกในการค้นหาสินค้า
+ Product Data : สำหรับระบุข้อมูลสินค้า เพื่อให้ลูกค้าทราบรายละเอียดสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า
+ Product Short Description : สำหรับระบุคำอธิบายสินค้า โดยใส่เป็นคำอธิบายสั้น ๆ หรืออาจเพิ่มสื่อในส่วนนี้ด้วยก็ได้
+ SEO : สำหรับระบุค่า SEO ในการทำ Search Engine Optimize เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาร้านค้าออนไลน์
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้ไปที่หัวข้อ “เผยแพร่” ซึ่งอยู่บริเวณมุมบนด้านขวามือ ในส่วนนี้ท่านสามารถดูการเปลี่ยนแปลง
โดยคลิ๊กปุ่ม “ดูการเปลี่ยนแปลง” จากนั้นจึงกำหนดสถานะการเผยแพร่แล้วคลิ๊กปุ่ม “เผยแพร่”

 
 

2.2 การแก้ไขสินค้า
มี 2 วิธี ได้แก่
2.2.1 การแก้ไขสินค้าอย่างละเอียด
2.2.2 การแก้ไขสินค้าอย่างเร็ว

 
 

2.2.1 การแก้ไขสินค้าอย่างละเอียด เป็นการแก้ไขสินค้าในรายละเอียด

การแก้ไขสินค้าอย่างละเอียด มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “สินค้า” >> และคลิ๊ก “สินค้า”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

(2) ระบบจะแสดงสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ จากนั้นให้วางเม้าส์บนสินค้าที่ต้องการจะแก้ไข จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข / Quick Edit / Trash / Preview / ทำซ้ำ) >> ให้คลิ๊ก “แก้ไข” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-030

(3) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “แก้ไขสินค้า” ซึ่งในหน้า “แก้ไขสินค้า” ท่านสามารถแก้ไขปรับปรุงรายละเอียดสินค้าในหัวข้อต่าง ๆ ได้ ดังต่อไปนี้
+ ใส่หัวข้อ : สำหรับแก้ไขชื่อของสินค้า
+ เพิ่มสื่อ : สำหรับใส่ไฟล์สื่อให้กับสินค้า โดยการอัพโหลดไฟล์สื่อ ได้แก่ รูป เสียง วิดิโอ หรืออาจจะไม่แนบไฟล์สื่อใด ๆ เลยก็ได้
+ ใส่เนื้อหา : สำหรับใส่รายละเอียดเนื้อหาให้กับสินค้า
+ เผยแพร่ : สำหรับกำหนดสถานะการเผยแพร่ ได้แก่
สถานะ : รอคอยการตรวจสอบ/ฉบับร่าง (ฉบับร่าง ใช้ในกรณีที่เขียนยังไม่เสร็จหรือยังไม่เรียบร้อย โดยหน้าที่ถูกกำหนดสถานะให้เป็นฉบับร่างจะไม่แสดงบนหน้าร้านออนไลน์)
เห็นได้ : สาธารณะ/รหัสผ่านป้องกัน/ส่วนตัว
เผยแพร่ : ทันที/ เดือน, วัน, ปี @ ชั่วโมง : นาที
SEO : N/A Check
+ คุณสมบัติหน้า : สำหรับกำหนดคุณสมบัติหน้า ได้แก่ หลัก, เทมเพลต และจัดลำดับ
หลัก : คือการกำหนดว่าจะให้เป็นหน้าหลักหรือหน้ารอง กล่าวคือ หากจะให้หน้านั้นเป็นหน้าหลัก ให้คลิ๊กเลือก “ไม่มีกลุ่มหลัก” แต่หากจะให้หน้านั้นเป็นหน้ารอง ให้คลิ๊กเลือกหัวข้อที่จะกำหนดให้เป็นหน้าหลัก
เทมเพลต : คือการกำหนด Layout รูปแบบหรือโครงสร้างของหน้าเว็บ ซึ่งในการออกแบบเทมเพลตต้องให้เหมาะสมกับเนื้อหาของเว็บทั้งหมดและเป็นไปในแนวทางเดียวกันด้วย ดังนั้น โดยทั่วไปการระบุคุณสมบัติหน้า : เทมเพลต จึงควรกำหนดเป็น “เทมเพลตค่าเริ่มต้น”
จัดลำดับ : คือการกำหนดลำดับชั้นให้กับหน้าที่เพิ่มใหม่
+ รูปพิเศษ : สำหรับเพิ่มรูปพิเศษเพื่อให้การแสดงผลในหน้าหลักสวยงามและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น
+ SEO : ระบุค่า SEO สำหรับการทำ Search Engine Optimize เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหา

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้ไปที่หัวข้อ “เผยแพร่” ซึ่งอยู่บริเวณมุมบนด้านขวามือ ในส่วนนี้ท่านสามารถดูการเปลี่ยนแปลง
โดยคลิ๊กปุ่ม “ดูการเปลี่ยนแปลง” จากนั้นจึงกำหนดสถานะการเผยแพร่แล้วคลิ๊กปุ่ม “อัปเดท”

การแก้ไขสินค้าอย่างละเอียดดังกล่าวข้างต้น แบ่งได้เป็น 9 หัวข้อ
2.2.1.1 การระบุรายละเอียดสินค้าและเพิ่มสื่อ
2.2.1.2 การระบุข้อมูลสินค้า
2.2.1.3 การระบุคำอธิบายสินค้า (Product Short Description)
2.2.1.4 การระบุค่า SEO
2.2.1.5 การกำหนดสถานะการเผยแพร่
2.2.1.6 การระบุหมวดหมู่สินค้า
2.2.1.7 การระบุป้ายกำกับ (Product Tags)
2.2.1.8 การเพิ่มอัลบั้มรูปภาพ (Product Gallery)
2.2.1.9 การเพิ่มรูปพิเศษ
แต่ละหัวข้อมีขั้นตอนและรายละเอียดดังนี้

 
 

2.2.1.1 การระบุรายละเอียดสินค้าและเพิ่มสื่อ เป็นการระบุรายละเอียดหรือแก้ไขปรับปรุงรายละเอียดสินค้า และเพิ่มสื่อให้กับสินค้าที่ได้ Add เพิ่มลงในระบบหลังร้านแล้ว
เพิ่มสื่อ คือ การอัพโหลดไฟล์สื่อ ได้แก่ รูป เสียง วิดิโอ เป็นต้น เพื่อสร้างความน่าสนใจให้กับสินค้า
การระบุรายละเอียดสินค้า คือ การระบุรายละเอียดของสินค้า เช่น การอธิบายคุณสมบัติ หรือลักษณะพิเศษของสินค้า เป็นต้น เพื่อให้ลูกค้าทราบรายละเอียดที่เกี่ยวกับสินค้านั้น เป็นข้อมูลก่อนตัดสินใจสั่งซื้อสินค้า

การระบุรายละเอียดสินค้า และเพิ่มสื่อให้กับสินค้า มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “สินค้า” >> และคลิ๊ก “สินค้า”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

(2) ระบบจะแสดงสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ จากนั้นให้วางเม้าส์บนสินค้าที่ต้องการจะแก้ไข จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข / Quick Edit / Trash / Preview / ทำซ้ำ) >> ให้คลิ๊ก “แก้ไข” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-030

(3) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “แก้ไขสินค้า” ซึ่งในหน้า “แก้ไขสินค้า”ท่านสามารถระบุรายละเอียดสินค้าหรือแก้ไขปรับปรุงรายละเอียดที่เกี่ยวกับสินค้านั้น รวมทั้งสามารถเพิ่มสื่อให้กับสินค้านั้นได้โดยการอัพโหลดไฟล์สื่อ ได้แก่ รูป เสียง วิดิโอ หรือจะไม่แนบไฟล์สื่อเลยก็ได้
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-039

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้ไปที่หัวข้อ “เผยแพร่” ซึ่งอยู่บริเวณมุมบนด้านขวามือ ในส่วนนี้ท่านสามารถดูการเปลี่ยนแปลง
โดยคลิ๊กปุ่ม “ดูการเปลี่ยนแปลง” จากนั้นจึงกำหนดสถานะการเผยแพร่แล้วคลิ๊กปุ่ม “อัปเดท”

 
 

2.2.1.2 การระบุข้อมูลสินค้า (Product Data) เป็นการกำหนดรูปแบบหรือลักษณะของสินค้าที่ได้ Add เพิ่มลงในระบบหลังร้าน
การระบุข้อมูลสินค้า (Product Data) เป็นการกำหนดรูปแบบหรือลักษณะของสินค้า แบ่งเป็น 4 ประเภท ดังนี้
1. Simple product หรือ สินค้าทั่วไป
2. Grouped product หรือ สินค้าแบบกลุ่ม
3. External/Affiliate product หรือ สินค้าภายนอก/ตัวแทนจำหน่าย
4. Variable product หรือ สินค้ามีหลายแบบ

การระบุข้อมูลสินค้า (Product Data) จะส่งผลทำให้ลูกค้าเลือกชมและสั่งซื้อสินค้าได้ง่าย ในขณะเดียวกันเจ้าของร้านออนไลน์ก็สามารถบริหารจัดการสินค้าได้สะดวกและรวดเร็วอีกด้วย

สินค้าทั่วไป (Simple product)
การระบุสินค้าเป็น “สินค้าทั่วไป (Simple product)” เหมาะกับสินค้าทุกชนิดทุกประเภท โดยสามารถระบุข้อมูลสินค้าดังต่อไปนี้
+ สามารถระบุได้ว่าเป็นสินค้าประเภท Virtual Product (สินค้าจำพวกสิทธิต่าง ๆ เช่น สิทธิ VIP , สิทธิซื้อคะแนนสะสม ฯลฯ) หรือ Downloadable Product (สินค้าที่ดาวน์โหลดได้ เช่น โปรแกรมต่าง ๆ เป็นต้น)
+ สามารถระบุรายละเอียดทั่วไป ได้แก่ SKU (Stock keeping unit)(รหัสสินค้า), Regular Price (ราคาปกติ), Sale Price (ราคาโปรโมชั่น) และ Sale Price Dates (ระยะเวลาของโปรโมชั่น)
+ สามารถระบุรายละเอียดสินค้าคงคลัง ได้แก่ Manage stock? (การจัดการคลังสินค้า), Stock status (สถานะสินค้า มีสินค้า/สินค้าหมดแล้ว), Sold Individually (การแยกขาย/แยกขายรายบุคคล)
+ สามารถระบุรายละเอียดการจัดส่ง ได้แก่ น้ำหนัก (kg), ขนาด (cm), Shipping class (ประเภทการจัดส่ง)
+ สามารถระบุรายละเอียดสินค้าที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ Up-Sells (คือการแนะนำสินค้าอื่นแทนสินค้าที่ลูกค้ากำลังเปิดดูอยู่นั้น โดยสินค้าที่แนะนำอาจเป็นสินค้าที่คล้ายกัน หรือสินค้าที่มีคุณภาพดีกว่าหรือแพงกว่าก็ได้ ซึ่งสินค้าที่แนะนำจะแสดงไว้ที่ด้านล่างของหน้าเว็บเพื่อให้ลูกค้าเลือกชมหลังจากชมสินค้านั้น ๆ แล้ว), Cross-Sells (สินค้าที่ส่งเสริมการขายขึ้นอยู่กับสินค้าที่มีอยู่) และ Grouping (การเลือกกลุ่มของสินค้า)
+ สามารถระบุคุณลักษณะของสินค้าที่หลากหลาย เช่น ขนาดของสินค้า สีของสินค้า หรือคุณลักษณะอื่น ๆ
+ สามารถระบุรายละเอียดขั้นสูง ได้แก่ Purchase Note (บันทึก Note ถึงลูกค้าหลังการสั่งซื้อ), Menu order (การจัดเรียงออเดอร์สินค้า) และ Enable reviews(การอนุญาตให้มีการรีวิวสินค้า)

สินค้าแบบกลุ่ม (Grouped product)
การระบุข้อมูลสินค้าเป็น “สินค้าแบบกลุ่ม (Grouped product)” เหมาะสำหรับสินค้าที่อยู่ในกลุ่มหรือประเภทเดียวกัน หรือ เป็นสินค้าที่สมควรจัดไว้ในกลุ่มเดียวกันแม้ว่าจะมีความแตกต่างกันบ้างก็ตาม เช่น สินค้าแบบกลุ่ม/ประเภทคัพเค้ก มีทั้งหมด 3 สี คือ คัพเค้กสีฟ้า คัพเค้กสีชมพู คัพเค้กสีเขียว เป็นต้น
หรือ สินค้าแบบกลุ่ม/ประเภทดินสอ มีทั้งหมด 2 แบบ คือ ดินสอแบบเหลา และดินสอแบบกด เป็นต้น

ทั้งนี้ เมื่อลูกค้าเรียกดูสินค้าในกลุ่มเดียวกัน ระบบก็จะแสดงรายการสินค้าทุกรายการที่มีอยู่ในกลุ่มนั้น จากตัวอย่างข้างต้น เมื่อลูกค้าเรียกดูสินค้าในกลุ่มคัพเค้ก ระบบก็จะแสดงรายการคัพเค้กทั้ง 3 สี คือ คัพเค้กสีฟ้า คัพเค้กสีชมพู คัพเค้กสีเขียว หรือ เมื่อลูกค้าเรียกดูสินค้ากลุ่มดินสอ ระบบก็จะแสดงรายการดินสอที่มีทั้งหมด 2 แบบ คือ ดินสอแบบเหลา และดินสอแบบกด

การระบุสินค้าเป็น “สินค้าแบบกลุ่ม (Grouped product)” สามารถระบุข้อมูลสินค้าดังนี้
+ สามารถระบุรายละเอียดสินค้าคงคลัง ได้แก่ Stock status (สถานะสินค้า มีสินค้า/สินค้าหมดแล้ว)
+ สามารถระบุรายละเอียดสินค้าที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ Up-Sells (การแนะนำสินค้าอื่นแทนสินค้าที่ลูกค้ากำลังเปิดดูอยู่นั้น โดยสินค้าที่แนะนำอาจเป็นสินค้าที่คล้ายกัน หรือสินค้าที่มีคุณภาพดีกว่าหรือแพงกว่าก็ได้ ซึ่งสินค้าที่แนะนำจะแสดงไว้ที่ด้านล่างของหน้าเว็บเพื่อให้ลูกค้าเลือกชมหลังจากชมสินค้านั้น ๆ แล้ว),
Cross-Sells (สินค้าที่ส่งเสริมการขายขึ้นอยู่กับสินค้าที่มีอยู่)
+ สามารถระบุคุณลักษณะของสินค้าที่หลากหลาย เช่น ขนาดของสินค้า สีของสินค้า หรือคุณลักษณะอื่น ๆ
+ สามารถระบุรายละเอียดขั้นสูง ได้แก่ Purchase Note (บันทึก Note ถึงลูกค้าหลังการสั่งซื้อ), Menu order (การจัดเรียงออเดอร์สินค้า) และ Enable reviews(การอนุญาตให้มีการรีวิวสินค้า)

สินค้าภายนอก/ตัวแทนจำหน่าย (External/Affiliate product) คือ สินค้าของผู้อื่นหรือเว็บไซต์อื่นที่เป็นพันธมิตรกับร้านออนไลน์ของท่าน หรือการเป็นตัวแทนจำหน่ายให้กับสินค้านั้น ๆ ซึ่งสามารถระบุข้อมูลสินค้าได้ดังนี้
+ สามารถระบุรายละเอียดทั่วไป ได้แก่ SKU (Stock keeping unit)(รหัสสินค้า), Product URL (ใส่ URL ภายนอกให้กับสินค้า),
Button text (ใส่ข้อความเพื่อให้แสดงบนปุ่มเชื่อมโยงกับสินค้าภายนอก), Regular Price (ราคาปกติ), Sale Price (ราคาโปรโมชั่น), Sale Price Dates (ระยะเวลาของโปรโมชั่น)
+ สามารถระบุรายละเอียดสินค้าที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ Up-Sells (การแนะนำสินค้าอื่นแทนสินค้าที่ลูกค้ากำลังเปิดดูอยู่นั้น โดยสินค้าที่แนะนำอาจเป็นสินค้าที่คล้ายกัน
หรือสินค้าที่มีคุณภาพดีกว่าหรือแพงกว่าก็ได้ ซึ่งสินค้าที่แนะนำจะแสดงไว้ที่ด้านล่างของหน้าเว็บเพื่อให้ลูกค้าเลือกชมหลังจากชมสินค้านั้นๆ แล้ว),
Cross-Sells (สินค้าที่ส่งเสริมการขายขึ้นอยู่กับสินค้าที่มีอยู่), Grouping (การเลือกกลุ่มของสินค้า)
+ สามารถระบุคุณลักษณะของสินค้าที่หลากหลาย เช่น ขนาดของสินค้า สีของสินค้า หรือคุณลักษณะอื่น ๆ
+ สามารถระบุรายละเอียดขั้นสูง ได้แก่ Menu order (การจัดเรียงออเดอร์สินค้า) และ Enable reviews(การอนุญาตให้มีการรีวิวสินค้า)

สินค้ามีหลายแบบ (Variable product)
การระบุสินค้าเป็น “สินค้ามีหลายแบบ (Variable product)” เหมาะสำหรับการนำเสนอสินค้าที่มีความหลากหลาย หรือสินค้าประเภทเดียวกันแต่มีความแตกต่างกันในหลายด้าน เช่น มีความแตกต่างในเรื่องของขนาด สี คุณภาพ ราคา เป็นต้น
ยกตัวอย่างเช่น สินค้าประเภทเสื้อยืด มี 5 สี (ฟ้า | เขียว | ม่วง | ส้ม | ขาว) และมี 5 ไซด์ (S | M | L | XL | XXL) ด้วย เป็นต้น

ทั้งนี้ การระบุสินค้าเป็น “สินค้ามีหลายแบบ (Variable product)” จะทำให้เจ้าของร้านออนไลน์สามารถเพิ่มสินค้าให้ครบทุกสีทุกขนาดได้ง่ายขึ้น เพราะไม่ต้องเพิ่มสินค้าทีละชิ้นเหมือนอย่างรูปแบบสินค้าทั่วไป (Simple product)
และลูกค้าก็สามารถเลือกซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้นด้วย เพราะสามารถเลือกระบุหรือจับคู่สินค้าได้เองตามความต้องการ เช่น ต้องการเสื้อสีขาว ขนาด XL เป็นต้น

+ สามารถระบุรายละเอียดทั่วไป คือ SKU (Stock keeping unit)(รหัสสินค้า)
+ สามารถระบุรายละเอียดสินค้าคงคลัง ได้แก่ Manage stock (การจัดการคลังสินค้า), Sold Individually (การแยกขาย/แยกขายรายบุคคล)
+ สามารถระบุรายละเอียดการจัดส่ง ได้แก่ น้ำหนัก (kg), ขนาด (cm), Shipping class (ประเภทของการจัดส่ง)
+ สามารถระบุรายละเอียดสินค้าที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ Up-Sells (การแนะนำสินค้าอื่นแทนสินค้าที่ลูกค้ากำลังเปิดดูอยู่นั้น โดยสินค้าที่แนะนำอาจเป็นสินค้าที่คล้ายกัน
หรือสินค้าที่มีคุณภาพดีกว่าหรือแพงกว่าก็ได้ ซึ่งสินค้าที่แนะนำจะแสดงไว้ที่ด้านล่างของหน้าเว็บเพื่อให้ลูกค้าเลือกชมหลังจากชมสินค้านั้นๆ แล้ว),
Cross-Sells (สินค้าที่ส่งเสริมการขายขึ้นอยู่กับสินค้าที่มีอยู่)
+ สามารถระบุคุณลักษณะของสินค้าที่หลากหลาย เช่น ขนาดของสินค้า สีของสินค้า หรือคุณลักษณะอื่น ๆ
+ สามารถเลือกข้อมูลที่จะแก้ไขเป็นกลุ่ม
+ สามารถระบุรายละเอียดขั้นสูง ได้แก่ Purchase Note (บันทึก Note ถึงลูกค้าหลังการสั่งซื้อ), Menu order (การจัดเรียงออเดอร์สินค้า) และ Enable reviews(การอนุญาตให้มีการรีวิวสินค้า)

การระบุหรือแก้ไขปรับปรุงข้อมูลสินค้า (Product Data) มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “สินค้า” >> และคลิ๊ก “สินค้า”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

(2) ระบบจะแสดงสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ จากนั้นให้วางเม้าส์บนสินค้าที่ต้องการจะแก้ไข จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข / Quick Edit / Trash / Preview / ทำซ้ำ) >> ให้คลิ๊ก “แก้ไข” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-030

(3) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “แก้ไขสินค้า” ซึ่งในหน้า “แก้ไขสินค้า” หัวข้อ “ข้อมูลสินค้า” ท่านสามารถระบุหรือแก้ไขปรับปรุงข้อมูลสินค้า (Product Data) ได้โดยคลิ๊กที่ลูกศรชี้ลง
จะมีข้อมูลของสินค้า 4 ประเภทให้เลือก ดังนี้
1. Simple product หรือ สินค้าทั่วไป
2. Grouped product หรือ สินค้าแบบกลุ่ม
3. External/Affiliate product หรือ สินค้าภายนอก/ตัวแทนจำหน่าย
4. Variable product หรือ สินค้ามีหลายแบบ
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้ไปที่หัวข้อ “เผยแพร่” ซึ่งอยู่บริเวณมุมบนด้านขวามือ ในส่วนนี้ท่านสามารถดูการเปลี่ยนแปลง
โดยคลิ๊กปุ่ม “ดูการเปลี่ยนแปลง” จากนั้นจึงกำหนดสถานะการเผยแพร่แล้วคลิ๊กปุ่ม “อัปเดท”

1. สินค้าทั่วไป (Simple product) (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-040
Untitled-040
Untitled-040
Untitled-040
Untitled-040
Untitled-040

ในรูปแบบ สินค้าทั่วไป (Simple product) นี้ จะมีประเภทย่อยของสินค้าคือ Virtual และ Downloadable ให้เจ้าของร้านออนไลน์เลือกกำหนดว่าสินค้านั้น ๆ เป็นประเภทใด โดยกาเครื่องหมายถูกที่หน้าหัวข้อดังกล่าว
+ Virtual หรือ Virtual product คือ เป็นตัวเลือกสำหรับสินค้าประเภทที่ไม่มีตัวสินค้าจริงๆ ที่จะจัดส่งให้ลูกค้า หรือเป็นสินค้าที่จับต้องไม่ได้แต่สามารถซื้อขายได้ เช่น การขายสิทธิ์จำพวกสิทธิ์ VIP, สิทธิของสมาชิกต่างๆ, การซื้อคะแนนสะสม หรือสินค้าใดๆ ก็ตามที่ไม่มีการจัดส่งสินค้า
+ Downloadable หรือ Downloadable product คือ เป็นตัวเลือกสำหรับสินค้าประเภทโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือ E-book โดยเมื่อลูกค้าสั่งซื้อและชำระเงินแล้ว จึงจะสามารถเข้าถึงไฟล์นั้น ๆ ได้ ในกรณีนี้จะต้องมีการ Add File ที่จะให้ดาวน์โหลด และสามารถกำหนดได้ด้วยว่าสินค้านี้สามารถดาวน์โหลดได้กี่ครั้ง, หมดอายุการดาวน์โหลดเมื่อใด และสามารถระบุประเภทของการดาวน์โหลดได้ด้วย

ในการระบุข้อมูลสินค้าเป็นรูปแบบสินค้าทั่วไป (Simple product) นอกจากจะสามารถเลือกประเภทของสินค้าให้เป็น Virtual หรือ Downloadable แล้ว ยังสามารถระบุรายละเอียดอื่น ๆ เกี่ยวกับสินค้าได้อีกด้วย ได้แก่
+ Genneral : ระบุรายละเอียดทั่วไป ได้แก่ SKU (Stock keeping unit)(รหัสสินค้า), Regular Price (ราคาปกติ), Sale Price (ราคาโปรโมชั่น) และ Sale Price Dates (ระยะเวลาของโปรโมชั่น)
+ Inventory : ระบุรายละเอียดสินค้าคงคลัง ได้แก่ Manage stock? (การจัดการคลังสินค้า), Stock status (สถานะสินค้า มีสินค้า/สินค้าหมดแล้ว), Sold Individually (การแยกขาย/แยกขายรายบุคคล)
+ การจัดส่ง : ระบุรายละเอียดการจัดส่ง ได้แก่ น้ำหนัก (kg), ขนาด (cm), Shipping class (ประเภทการจัดส่ง)
+ Linked Products : ระบุรายละเอียดสินค้าที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ Up-Sells (คือการแนะนำสินค้าอื่นแทนสินค้าที่ลูกค้ากำลังเปิดดูอยู่นั้น โดยสินค้าที่แนะนำอาจเป็นสินค้าที่คล้ายกัน หรือสินค้าที่มีคุณภาพดีกว่าหรือแพงกว่าก็ได้ ซึ่งสินค้าที่แนะนำจะแสดงไว้ที่ด้านล่างของหน้าเว็บเพื่อให้ลูกค้าเลือกชมหลังจากชมสินค้านั้น ๆ แล้ว),
Cross-Sells (สินค้าที่ส่งเสริมการขายขึ้นอยู่กับสินค้าที่มีอยู่) และ Grouping (การเลือกกลุ่มของสินค้า)
+ Attributes : ระบุคุณลักษณะของสินค้าที่หลากหลาย เช่น ขนาดของสินค้า สีของสินค้า หรือคุณลักษณะอื่น ๆ ทำได้โดยคลิ๊ก “Add”
และระบุรายละเอียด ได้แก่
+ “ชื่อ” : ใส่ชื่อคุณลักษณะ เช่น ขนาด และสี
+ “Value(s): ใส่ค่าความแตกต่าง เช่น ขนาด (ได้แก่ L | XL) และ สี (ได้แก่ ขาว | ดำ) เป็นต้น คั่นด้วยเครื่องหมาย “|” (เครื่องหมายนี้อยู่ด้านบนปุ่ม Enter)
จากนั้น คลิ๊ก “Save attributes” จะได้สินค้าที่หลากหลาย ดังนี้ สินค้าขนาด L สีขาว, สินค้าขนาด L สีดำ, สินค้าขนาด XL สีขาว และสินค้าขนาด XL สีดำ
+ Advanced : ระบุรายละเอียดขั้นสูง ได้แก่ Purchase Note (บันทึก Note ถึงลูกค้าหลังการสั่งซื้อ), Menu order (การจัดเรียงออเดอร์สินค้า) และ Enable reviews(การอนุญาตให้มีการรีวิวสินค้า)

2. สินค้าแบบกลุ่ม (Grouped product) (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-041
Untitled-041
Untitled-041
Untitled-041

การระบุข้อมูลสินค้าเป็นรูปแบบสินค้าแบบกลุ่ม (Grouped product) สามารถระบุรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าได้ดังนี้
+ Inventory : ระบุรายละเอียดสินค้าคงคลัง ได้แก่ Stock status (สถานะสินค้า มีสินค้า/สินค้าหมดแล้ว)
+ Linked Products : ระบุรายละเอียดสินค้าที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ Up-Sells (การแนะนำสินค้าอื่นแทนสินค้าที่ลูกค้ากำลังเปิดดูอยู่นั้น โดยสินค้าที่แนะนำอาจเป็นสินค้าที่คล้ายกัน หรือสินค้าที่มีคุณภาพดีกว่าหรือแพงกว่าก็ได้ ซึ่งสินค้าที่แนะนำจะแสดงไว้ที่ด้านล่างของหน้าเว็บเพื่อให้ลูกค้าเลือกชมหลังจากชมสินค้านั้น ๆ แล้ว),
Cross-Sells (สินค้าที่ส่งเสริมการขายขึ้นอยู่กับสินค้าที่มีอยู่)
+ Attributes : ระบุคุณลักษณะของสินค้าที่หลากหลาย เช่น ขนาดของสินค้า สีของสินค้า หรือคุณลักษณะอื่น ๆ ทำได้โดยคลิ๊ก “Add” และระบุรายละเอียด ได้แก่
+ “ชื่อ” : ใส่ชื่อคุณลักษณะ เช่น ขนาด และสี
+ “Value(s): ใส่ค่าความแตกต่าง เช่น ขนาด (ได้แก่ L | XL) และ สี (ได้แก่ ขาว | ดำ) เป็นต้น คั่นด้วยเครื่องหมาย “|” (เครื่องหมายนี้อยู่ด้านบนปุ่ม Enter)
จากนั้น คลิ๊ก “Save attributes” จะได้สินค้าที่หลากหลาย ดังนี้ สินค้าขนาด L สีขาว, สินค้าขนาด L สีดำ, สินค้าขนาด XL สีขาว และสินค้าขนาด XL สีดำ
+ Advanced : ระบุรายละเอียดขั้นสูง ได้แก่ Purchase Note (บันทึก Note ถึงลูกค้าหลังการสั่งซื้อ), Menu order (การจัดเรียงออเดอร์สินค้า) และ Enable reviews(การอนุญาตให้มีการรีวิวสินค้า)

3. สินค้าภายนอก/ตัวแทนจำหน่าย (External/Affiliate product) (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-042
Untitled-042
Untitled-042
Untitled-042

การระบุข้อมูลสินค้าเป็นรูปแบบสินค้าภายนอก/ตัวแทนจำหน่าย (External/Affiliate product) สามารถระบุรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าได้ดังนี้
+ Genneral : ระบุรายละเอียดทั่วไป ได้แก่ SKU (Stock keeping unit)(รหัสสินค้า), Product URL (ใส่ URL ภายนอกให้กับสินค้า),
Button text (ใส่ข้อความเพื่อให้แสดงบนปุ่มเชื่อมโยงกับสินค้าภายนอก), Regular Price (ราคาปกติ), Sale Price (ราคาโปรโมชั่น), Sale Price Dates (ระยะเวลาของโปรโมชั่น)
+ Linked Products : ระบุรายละเอียดสินค้าที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ Up-Sells (การแนะนำสินค้าอื่นแทนสินค้าที่ลูกค้ากำลังเปิดดูอยู่นั้น โดยสินค้าที่แนะนำอาจเป็นสินค้าที่คล้ายกัน
หรือสินค้าที่มีคุณภาพดีกว่าหรือแพงกว่าก็ได้ ซึ่งสินค้าที่แนะนำจะแสดงไว้ที่ด้านล่างของหน้าเว็บเพื่อให้ลูกค้าเลือกชมหลังจากชมสินค้านั้นๆ แล้ว),
Cross-Sells (สินค้าที่ส่งเสริมการขายขึ้นอยู่กับสินค้าที่มีอยู่), Grouping (การเลือกกลุ่มของสินค้า)
+ Attributes : ระบุคุณลักษณะของสินค้าที่หลากหลาย เช่น ขนาดของสินค้า สีของสินค้า หรือคุณลักษณะอื่น ๆ ทำได้โดยคลิ๊ก “Add” และระบุรายละเอียด ได้แก่
+ “ชื่อ” : ใส่ชื่อคุณลักษณะ เช่น ขนาด และสี
+ “Value(s): ใส่ค่าความแตกต่าง เช่น ขนาด (ได้แก่ L | XL) และ สี (ได้แก่ ขาว | ดำ) เป็นต้น คั่นด้วยเครื่องหมาย “|” (เครื่องหมายนี้อยู่ด้านบนปุ่ม Enter)
จากนั้น คลิ๊ก “Save attributes” จะได้สินค้าที่หลากหลาย ดังนี้ สินค้าขนาด L สีขาว, สินค้าขนาด L สีดำ, สินค้าขนาด XL สีขาว และสินค้าขนาด XL สีดำ
+ Advanced : ระบุรายละเอียดขั้นสูง ได้แก่ Menu order (การจัดเรียงออเดอร์สินค้า) และ Enable reviews(การอนุญาตให้มีการรีวิวสินค้า)

4. สินค้ามีหลายแบบ (Variable product) (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-043
Untitled-043
Untitled-043
Untitled-043
Untitled-043
Untitled-043

การระบุข้อมูลสินค้าเป็นรูปแบบสินค้ามีหลายแบบ (Variable product) สามารถระบุรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าได้ดังนี้
+ Genneral : ระบุรายละเอียดทั่วไป คือ SKU (Stock keeping unit)(รหัสสินค้า)
+ Inventory : ระบุรายละเอียดสินค้าคงคลัง ได้แก่ Manage stock (การจัดการคลังสินค้า), Sold Individually (การแยกขาย/แยกขายรายบุคคล)
+ การจัดส่ง : ระบุรายละเอียดการจัดส่ง ได้แก่ น้ำหนัก (kg), ขนาด (cm), Shipping class (ประเภทของการจัดส่ง)
+ Linked Products : ระบุรายละเอียดสินค้าที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ Up-Sells (การแนะนำสินค้าอื่นแทนสินค้าที่ลูกค้ากำลังเปิดดูอยู่นั้น โดยสินค้าที่แนะนำอาจเป็นสินค้าที่คล้ายกัน
หรือสินค้าที่มีคุณภาพดีกว่าหรือแพงกว่าก็ได้ ซึ่งสินค้าที่แนะนำจะแสดงไว้ที่ด้านล่างของหน้าเว็บเพื่อให้ลูกค้าเลือกชมหลังจากชมสินค้านั้นๆ แล้ว),
Cross-Sells (สินค้าที่ส่งเสริมการขายขึ้นอยู่กับสินค้าที่มีอยู่)
+ Attributes : ระบุคุณลักษณะของสินค้าที่หลากหลาย เช่น ขนาดของสินค้า สีของสินค้า หรือคุณลักษณะอื่น ๆ ทำได้โดยคลิ๊ก “Add”
และระบุรายละเอียด ได้แก่
+ “ชื่อ” : ใส่ชื่อคุณลักษณะ เช่น ขนาด และสี
+ “Value(s): ใส่ค่าความแตกต่าง เช่น ขนาด (ได้แก่ L | XL) และ สี (ได้แก่ ขาว | ดำ) เป็นต้น คั่นด้วยเครื่องหมาย “|” (เครื่องหมายนี้อยู่ด้านบนปุ่ม Enter)
จากนั้น คลิ๊ก “Save attributes” จะได้สินค้าที่หลากหลาย ดังนี้ สินค้าขนาด L สีขาว, สินค้าขนาด L สีดำ, สินค้าขนาด XL สีขาว และสินค้าขนาด XL สีดำ
+ Variations : เลือกข้อมูลที่จะแก้ไขเป็นกลุ่ม
+ Advanced : ระบุรายละเอียดขั้นสูง ได้แก่ Purchase Note (บันทึก Note ถึงลูกค้าหลังการสั่งซื้อ), Menu order (การจัดเรียงออเดอร์สินค้า) และ Enable reviews(การอนุญาตให้มีการรีวิวสินค้า)

 
 

2.2.1.3 การระบุคำอธิบายสินค้า (Product Short Description) เป็นการระบุคำอธิบายสั้น ๆ ที่เกี่ยวกับสินค้า โดยอาจเป็นการอธิบายถึงประวัติความเป็นมา สภาพ ราคาพิเศษ เบอร์โทรติดต่อ เช่น เสื้อผ้าจากเกาหลี, มือสอง, ราคาพิเศษ 99 บาท/ชุด, โทรศัพท์ 099 164 7302 เป็นต้น

สินค้าที่ได้ Add เพิ่มลงในระบบหลังร้านแล้ว ท่านสามารถระบุหรือแก้ไขปรับปรุงคำอธิบายสินค้าอย่างสั้น (Product Short Description) ได้ โดยมีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “สินค้า” >> และคลิ๊ก “สินค้า”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

(2) ระบบจะแสดงสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ จากนั้นให้วางเม้าส์บนสินค้าที่ต้องการจะแก้ไข จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข / Quick Edit / Trash / Preview / ทำซ้ำ) >> ให้คลิ๊ก “แก้ไข” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-030

(3) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “แก้ไขสินค้า” ซึ่งในหน้า “แก้ไขสินค้า” หัวข้อ “คำอธิบายสินค้าอย่างสั้น” ให้ใส่คำอธิบายสินค้าสั้น ๆ
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-044

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้ไปที่หัวข้อ “เผยแพร่” ซึ่งอยู่บริเวณมุมบนด้านขวามือ ในส่วนนี้ท่านสามารถดูการเปลี่ยนแปลง
โดยคลิ๊กปุ่ม “ดูการเปลี่ยนแปลง” จากนั้นจึงกำหนดสถานะการเผยแพร่แล้วคลิ๊กปุ่ม “อัปเดท”

 
 

2.2.1.4 การระบุค่า SEO ให้กับสินค้า เป็นการระบุค่า SEO สำหรับทำ Search Engine Optimize เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาร้านค้าออนไลน์
ทั้งนี้ การเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาร้านค้าออนไลน์ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ซึ่งอาจศึกษาค้นคว้าเทคนิคได้จากข้อมูลที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำไว้

สินค้าที่ได้ Add เพิ่มลงในระบบหลังร้านแล้ว ท่านสามารถระบุค่า SEO หรือปรับปรุงการตั้งค่า SEO ให้กับสินค้านั้นได้ โดยมีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “สินค้า” >> และคลิ๊ก “สินค้า”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

(2) ระบบจะแสดงสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ จากนั้นให้วางเม้าส์บนสินค้าที่ต้องการจะแก้ไข จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข / Quick Edit / Trash / Preview / ทำซ้ำ) >> ให้คลิ๊ก “แก้ไข” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-030

(3) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “แก้ไขสินค้า” ซึ่งในหน้า “แก้ไขสินค้า” หัวข้อ “SEO” ท่านสามารถระบุค่า SEO หรือปรับปรุงการตั้งค่า SEO ให้กับสินค้านั้นได้
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-045

General : การตั้งค่าทั่วไป
+ Snippet Preview คือ รูปแบบการแสดงผลของหน้าเว็บเมื่อทำการค้นหาจาก Search Engine
+ Focus Keyword คือ คำหลักหรือ keyphrase ที่เกี่ยวกับหน้านี้
+ SEO Title คือ หัวข้อหรือชื่อเรื่อง เมื่อทำการค้นหาจาก Search Engine หัวข้อหรือชื่อเรื่องนี้จะแสดงในบรรทัดแรก
+ Meta Description คือ คำอธิบายรายละเอียดของหน้าว่ามีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร เมื่อทำการค้นหาจาก Search Engine
จะแสดงในบรรทัดที่สองต่อจาก Title โดยหากไม่ได้ใส่ Meta Description ไว้ Search Engine จะหยิบยกเนื้อหาในเว็บ
ที่สอดคล้องกับเนื้อหาส่วนนี้มาแสดงแทน อย่างไรก็ดี เนื่องจากโดยทั่วไป Search Engine จะมีการทดสอบไปมาว่าจะหยิบยก
เนื้อหาส่วนใดมาแสดง ทำให้ในบางครั้งอาจมีการนำเอาเนื้อหาที่ไม่ตรงกับ Title มาแสดงได้ ดังนั้น เพื่อไม่ได้เกิดความผิดพลาดในลักษณะเช่นนี้
จึงควรระบุ Meta Description ด้วยตนเองทุกครั้ง

Page Analysis : การตั้งค่าการวิเคราะห์สถิติหน้าเว็บเพจ

Advanced : การตั้งค่าขั้นสูง
+ Meta Robots Index คือ การตั้งค่าดัชนี โดยต้องเลือกระบุว่าจะ Index หรือ Noindex
Index หมายถึง ให้เก็บหน้าเว็บไว้ใน index server ของ Search Engine ได้ (โดยทั่วไป Search Engine
จะถือว่าสามารถเข้าทำการจัดเก็บหรือทำดัชนีได้ทุกหน้า ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องตั้งค่าเป็น “Index” แต่อย่างใด)
Noindex หมายถึง ไม่ให้เก็บหน้าเว็บไว้ใน index server ของ Search Engine (ป้องกันไม่ให้จัดทำดัชนีหน้าเว็บ)
+ Meta Robots Follow คือ การตั้งค่าการติดตาม โดยต้องเลือกระบุว่าจะ Follow หรือ Nofollow
Follow หมายถึง ให้ติดตามลิงก์และเก็บไว้ใน index server ของ Search Engine ได้ (โดยทั่วไป Search Engine จะถือว่าสามารถเข้าไปในลิงก์ได้ทุกหน้าเว็บเพจเพื่อนำไปใช้ในการจัดอันดับ ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องตั้งค่าเป็น
“Follow” แต่อย่างใด”
Nofollow หมายถึง ไม่ให้ติดตามลิงก์และไม่ให้เก็บไว้ใน index server ของ Search Engine (ป้องกันไม่ให้ติดตามลิงก์เชื่อมโยงจากหน้าเว็บนี้) [การตั้งค่าเป็น “Nofollow”เป็นการตั้งค่าเพื่อป้องกันความเสียหายจากการที่มีลิงก์ออกจำนวนมาก เพราะการมีลิงก์ออกมากจะส่งผลทำให้คะแนน SEO กระจายไปยังลิงก์อื่น ๆ
ดังนั้น หากเว็บที่มีการแลกลิงก์หรือเว็บที่ให้ลงประกาศฟรี ตั้งค่าเป็น “Nofollow” ไว้ ผู้ที่แลกลิงก์หรือผู้ที่ฝากลิงก์ไว้กับเว็บที่ให้ลงประกาศฟรี ก็จะไม่ได้รับประโยชน์เลย เพราะจะไม่ได้คะแนนใดๆ จากเว็บของอีกฝ่าย และยังต้องเสียคะแนนของเว็บตนอีกด้วย]
สำหรับเนื้อหาที่อาจต้องพิจารณาใช้ “Nofollow” ได้แก่ เนื้อหาที่เชื่อถือไม่ได้ ในกรณีที่ไม่สามารถรับรองเนื้อหาของหน้าที่ลิงก์มายังเว็บได้ เช่น ความคิดเห็นของผู้ใช้ที่ไม่น่าเชื่อถือ เป็นต้น หรือลิงก์ที่มีการชำระเงิน เพื่อป้องกันมิให้ลิงก์ที่มีการชำระเงินมีอิทธิพลต่อการค้นหา
และส่งผลในทางลบต่อผู้ใช้งาน, และ ลิงก์ที่เกี่ยวกับการลงชื่อเข้าใช้หรือลงทะเบียนเป็นสมาชิก เพราะ Search Engine
ไม่สามารถลงชื่อเข้าใช้หรือลงทะเบียนเป็นสมาชิกได้ จึงควรตั้งค่าลิงก์ลักษณะนี้เป็น “Nofollow” เพื่อที่จะทำให้ Search Engine
ไปรวบรวมติดตามข้อมูลหน้าอื่น ๆ ที่ต้องการให้แสดงผลในหน้าค้นหามากกว่า]
+ Meta Robots Advanced คือ การตั้งค่า Meta Robots ขั้นสูง โดยต้องเลือกระบุ (None, NO ODP, NO YDIR, No Imaage Index, No Archive, No Snippet)
None หมายถึง การห้ามไม่ให้จัดเก็บเว็บเพจนี้ไปทำดัชนีเนื้อหา และห้ามติดตามลิงก์เชื่อมโยงเพื่อทำดัชนีในเนื้อหาด้วย
NO ODP หมายถึง ไม่ให้นำคำอธิบาย (Meta Description) จากฐานข้อมูล ODP (Open Directory Project)ของ DMOZ ไปแสดงในหน้าค้นหาของ Search Engine เพราะการไม่ตั้งค่า “NO ODP” ไว้ จะทำให้ robot ของ Search Engine เก็บบันทึกค่า Description เดิมไว้เท่านั้น แม้จะมีการเปลี่ยนแปลง Description ใหม่แล้วก็ตาม ดังนั้น ถ้าต้องการให้ Search Engine เก็บค่า Description ที่ปรับปรุงใหม่ทุกครั้ง ควรตั้งค่าเป็น “NO ODP”
NO YDIR หมายถึง ไม่ให้นำคำอธิบาย (Meta Description) จาก Yahoo Directory ไปแสดงในหน้าค้นหาของ Search Engine
No Image Index หมายถึง ไม่ให้หน้าเว็บปรากฏเป็นหน้าอ้างอิงสำหรับรูปภาพในผลการค้นหาของ Search Engine
No Archive หมายถึง ไม่ให้ Search Engine แสดงลิงก์ที่แคชไว้สำหรับหน้าเว็บ (ไม่ให้เก็บสำเนาของหน้าเว็บ)
No Snippet หมายถึง ไม่ให้แสดงตัวอย่างข้อมูลในผลการค้นหา
+ Include in Sitemap คือ การตั้งค่าในแผนผังเว็บไซต์ โดยต้องเลือกว่า หน้านี้ควรจะอยู่ในแผนผังเว็บไซต์ XML ตลอดเวลา โดยไม่คำนึงถึงการตั้งค่า Robots Meta หรือไม่ (เลือก auto detect, always include,never include)
+ Sitemap Priority คือ การจัดลำดับความสำคัญให้กับหน้านี้ในแผนผังเว็บไซต์ XML
+ Canonical URL คือ การกำหนด URL ที่เป็นที่ยอมรับ เพื่อบ่งบอกให้ Search Engine รู้ว่าหากหน้านี้มีเนื้อหาซ้ำกับหน้าอื่นแล้ว จะถือหน้านี้เป็นหลัก เพราะถ้าไม่กำหนด Canonical URL ไว้ ในกรณีที่ระบบสร้าง URL ที่สามารถเข้าถึงเนื้อหานั้นได้เหมือนกัน
จะทำให้ Search Engine มองว่าเป็นข้อมูลที่ซ้ำกัน ซึ่งจะส่งผลต่อการติดอันดับการค้นหาได้
+ 301 Redirect คือ วิธีการ redirect หน้าเพจ ใช้ในกรณีมีการปรับเปลี่ยนหรือโยกย้ายเว็บ จนเป็นเหตุให้หน้าเว็บเปลี่ยนไป
ซึ่งหากค้นหาโดย Search Engine จะพบว่า URL เก่ายังปรากฎอยู่ แต่ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บจะไม่สามารถดูหน้านั้นได้
ดังนั้น จึงต้องมีการตั้งค่า 301 Redirect เพื่อย้ายหน้าและส่งค่าต่าง ๆ ไปที่หน้าใหม่ด้วย

Social : การตั้งค่า Social
+ Facebook Title คือ การระบุชื่อโพสต์ใหม่ ใช้ในกรณีที่ไม่ต้องการที่จะใช้ชื่อโพสต์ สำหรับการแบ่งปันโพสต์บน Facebook
แต่ต้องการใช้ชื่อที่ระบุไว้แทน
+ Facebook Description คือ การระบุคำอธิบายอื่น ใช้ในกรณีที่ไม่ต้องการที่จะใช้คำอธิบายรายละเอียด (Meta Mescription)
สำหรับการแบ่งปันโพสต์บน Facebook แต่ต้องการใช้คำอธิบายที่ระบุไว้แทน
+ Facebook Image คือ การอัพโหลด/เลือกภาพ หรือเพิ่ม URL ใช้ในกรณีที่ต้องการที่จะแทนที่ภาพใน Facebook สำหรับโพสต์นี้
+ Google+ Title คือ การระบุชื่อโพสต์ใหม่ ใช้ในกรณีที่ไม่ต้องการที่จะใช้ชื่อโพสต์สำหรับการแบ่งปันโพสต์บน Google+ แต่ต้องการใช้ชื่อที่ระบุไว้แทน
+ Google+ Description คือ การระบุคำอธิบายอื่น ใช้ในกรณีที่ไม่ต้องการที่จะใช้คำอธิบายรายละเอียด (Meta Mescription)
สำหรับการแบ่งปันโพสต์ บน Google+ แต่ต้องการใช้คำอธิบายที่ระบุไว้แทน
+ Google+ Image คือ การอัพโหลด / เลือกภาพ หรือเพิ่ม URL ใช้ในกรณีที่ต้องการที่จะแทนที่ภาพใน Google+ สำหรับโพสต์นี้

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้ไปที่หัวข้อ “เผยแพร่” ซึ่งอยู่บริเวณมุมบนด้านขวามือ ในส่วนนี้ท่านสามารถดูการเปลี่ยนแปลง
โดยคลิ๊กปุ่ม “ดูการเปลี่ยนแปลง” จากนั้นจึงกำหนดสถานะการเผยแพร่แล้วคลิ๊กปุ่ม “อัปเดท”

 
 

2.2.1.5 การกำหนดสถานะการเผยแพร่สินค้า เป็นการกำหนดสถานะการเผยแพร่หรือปรับเปลี่ยนสถานะการเผยแพร่สินค้าที่ได้ Add เพิ่มลงในระบบหลังร้านแล้ว
การกำหนดสถานะการเผยแพร่หรือปรับเปลี่ยนสถานะการเผยแพร่สินค้า โดยมีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “สินค้า” >> และคลิ๊ก “สินค้า”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

(2) ระบบจะแสดงสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ จากนั้นให้วางเม้าส์บนสินค้าที่ต้องการจะแก้ไข จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข / Quick Edit / Trash / Preview / ทำซ้ำ) >> ให้คลิ๊ก “แก้ไข” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-030

(3) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “แก้ไขสินค้า” ซึ่งในหน้า “แก้ไขสินค้า” หัวข้อ “เผยแพร่” ท่านสามารถกำหนดสถานะการเผยแพร่ หรือปรับเปลี่ยนสถานะการเผยแพร่ได้
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-046

การกำหนดสถานะการเผยแพร่สินค้าทำได้โดยระบุเลือก
+ สถานะ : เผยแพร่/รอคอยการตรวจสอบ/ฉบับร่าง (ฉบับร่าง ใช้ในกรณีที่เขียนยังไม่เสร็จหรือยังไม่เรียบร้อย โดยหน้าที่ถูกกำหนดสถานะให้เป็นฉบับร่างจะไม่แสดงบนหน้าร้านออนไลน์)
+ เห็นได้ : สาธารณะ/รหัสผ่านป้องกัน/ส่วนตัว
+ เผยแพร่บน : เดือน วัน, ปี @ ชั่วโมง : นาที
+ Catalog visibility : Catalog/search
+ SEO : N/A Check

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้ไปที่หัวข้อ “เผยแพร่” ซึ่งอยู่บริเวณมุมบนด้านขวามือ ในส่วนนี้ท่านสามารถดูการเปลี่ยนแปลง
โดยคลิ๊กปุ่ม “ดูการเปลี่ยนแปลง” จากนั้นจึงกำหนดสถานะการเผยแพร่แล้วคลิ๊กปุ่ม “อัปเดท”

 
 

2.2.1.6 การกำหนดหมวดหมู่สินค้า เป็นการแบ่งแยกประเภทหรือชนิดของสินค้าเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและอำนวยความสะดวกในการค้นหาสินค้า
การกำหนดหมวดหมู่สินค้าเป็นวิธีการที่จะทำให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าได้ง่าย สะดวกและรวดเร็ว ดังนั้น การกำหนดหมวดหมู่สินค้าจึงเป็นขั้นตอนเริ่มต้นที่ต้องทำทุกครั้ง เพื่อแบ่งแยกประเภทหรือชนิดของสินค้าให้เป็นระเบียบเรียบร้อยและอำนวยความสะดวกในการค้นหาสินค้า ทั้งนี้ การจะกำหนดหมวดหมู่สินค้าได้ จะต้องมีการสร้างหมวดหมู่ของสินค้าไว้ก่อนแล้ว ในขั้นตอนการ Add สินค้าเพิ่มลงในระบบหลังร้านจึงจะสามารถระบุหมวดหมู่สินค้านั้นได้

การกำหนดหมวดหมู่สินค้า มี 2 ขั้นตอนหลัก คือ การสร้างหมวดหมู่สินค้า และการระบุหมวดหมู่สินค้า

(1) การสร้างหมวดหมู่สินค้าใหม่ เป็นการสร้างหมวดหมู่สินค้าขึ้นมาใหม่ เพื่อรอไว้สำหรับนำไปใช้ในการแบ่งแยกประเภทหรือชนิดของสินค้าต่อไป มีขั้นตอนคือ

(1.1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “สินค้า” >> และคลิ๊ก “หมวดหมู่สินค้า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

(1.2) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “หมวดหมู่สินค้า” จากนั้นให้ระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้
+ ชื่อ : ใส่ชื่อหมวดหมู่สินค้า
+ Slug : สำหรับใส่ข้อความเพื่อที่จะให้ปรากฏในส่วนท้ายของ URL เช่น ใส่คำว่า “กระเป๋า” จะปรากฎ http://SHOP.com/tag/กระเป๋า เป็นต้น ซึ่งโดยปกติแล้วระบบจะตั้ง slug ให้อัตโนมัติ ดังนั้นในส่วนนี้จะใส่หรือไม่ก็ได้
+ หลัก : สำหรับกำหนดหน้าหลัก สามารถเลือกกำหนดดังนี้
กรณีเลือก “ไม่มี” หมายถึง การกำหนดให้หมวดหมู่สินค้าที่สร้างขึ้นใหม่นั้นเป็นหมวดหมู่หลัก
กรณีเลือกหัวข้ออื่น หมายถึง การกำหนดให้หมวดหมู่สินค้าใหม่เป็นหน้ารองของหมวดหมู่ที่เลือกนั้น
+ คำขยายความ : สำหรับการขยายความหมวดหมู่สินค้าใหม่

เมื่อดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว คลิ๊ก “เพิ่มหมวดหมู่สินค้าใหม่”

(2) การระบุหมวดหมู่สินค้า เป็นการระบุหมวดหมู่สินค้าหรือปรับเปลี่ยนหมวดหมู่ของสินค้าที่ได้ Add เพิ่มลงในระบบหลังร้านแล้ว

การระบุหมวดหมู่สินค้าหรือปรับเปลี่ยนหมวดหมู่ของสินค้า มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “สินค้า” >> และคลิ๊ก “สินค้า”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

(2) ระบบจะแสดงสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ จากนั้นให้วางเม้าส์บนสินค้าที่ต้องการจะแก้ไข จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข / Quick Edit / Trash / Preview / ทำซ้ำ) >> ให้คลิ๊ก “แก้ไข” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-030

(3) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “แก้ไขสินค้า” ซึ่งในหน้า “แก้ไขสินค้า” หัวข้อ “หมวดหมู่สินค้า” ท่านสามารถเลือกระบุหมวดหมู่สินค้าหรือปรับเปลี่ยนหมวดหมู่สินค้าได้ (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

การระบุหมวดหมู่สินค้าหรือปรับเปลี่ยนหมวดหมู่สินค้า ทำได้โดยการคลิ๊กที่กล่อง check box หน้าหมวดหมู่สินค้า ซึ่งสามารถเลือกกี่หมวดหมู่ก็ได้ ระบบจะนำสินค้าไปแสดงตามหมวดหมู่ที่ได้เลือกไว้ ทั้งนี้ สามารถเพิ่มหมวดหมู่สินค้าใหม่ในหน้านี้ได้อีกด้วย

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊กปุ่ม “อัปเดท” ที่อยู่ด้านขวามือ

 
 

2.2.1.7 การระบุป้ายกำกับสินค้า (Product Tags) เป็นการระบุคำสั้น ๆ ที่ใช้เพื่อบ่งบอกให้รู้ว่าสินค้านั้นเกี่ยวกับอะไร โดยต้องระบุเป็นคำสั้น ๆ และคั่นด้วยเครื่องหมายคอมม่า (,) การใส่ป้ายกำกับจะทำให้การค้นหาสินค้าง่ายขึ้น
เพราะเมื่อมีการค้นหาสินค้าที่มีป้ายกำกับที่มีชื่อเดียวกัน สินค้าที่ติดป้ายกำกับเดียวกันจะแสดงรวมกันในหน้าเดียวกัน

การจัดการป้ายกำกับสินค้า ทำได้ดังนี้
(1) การระบุป้ายกำกับ (หรือการสร้างป้ายกำกับอย่างง่าย)
(2) การสร้างและแก้ไขป้ายกำกับใหม่

(1) การระบุป้ายกำกับสินค้า (หรือการสร้างป้ายกำกับสินค้าอย่างง่าย) แบ่งเป็น 2 กรณี

+ กรณีสินค้าที่กำลัง Add เพิ่มลงในระบบหลังร้าน ท่านสามารถระบุป้ายกำกับ (Product Tags) ให้สินค้านั้น ๆ ได้เลย
โดยในหัวข้อ “ป้ายกำกับสินค้า” ที่อยู่ด้านขวามือ ท่านสามารถระบุป้ายกำกับได้ทันที ในกรณีจะระบุป้ายกำกับหลายคำต่อกันให้ใช้เครื่องหมายคอมม่า (,) คั่นระหว่างคำ
แล้วคลิ๊ก “เพิ่ม”หรือจะเลือกจากป้ายกำกับที่ใช้งานบ่อยก็ได้

+ กรณีสินค้าที่ได้ Add เพิ่มลงในระบบหลังร้านไว้แล้ว หากยังไม่ได้ระบุป้ายกำกับ ท่านสามารถระบุป้ายกำกับ (Product Tags) ให้สินค้านั้น ๆ ได้ โดยมีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “สินค้า” >> และคลิ๊ก “สินค้า”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

(2) ระบบจะแสดงสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ จากนั้นให้วางเม้าส์บนสินค้าที่ต้องการจะแก้ไข จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข / Quick Edit / Trash / Preview / ทำซ้ำ) >> ให้คลิ๊ก “แก้ไข” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-030

(3) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “แก้ไขสินค้า” ซึ่งในหน้า “แก้ไขสินค้า” หัวข้อ “ป้ายกำกับสินค้า” ท่านสามารถระบุป้ายกำกับหรือปรับปรุงป้ายกำกับสินค้าได้ ในกรณีจะระบุป้ายกำกับหลายคำต่อกันให้ใช้เครื่องหมายคอมม่า (,) คั่นระหว่างคำ แล้วคลิ๊ก “เพิ่ม”หรือจะเลือกจากป้ายกำกับที่ใช้งานบ่อยก็ได้
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-047

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้ไปที่หัวข้อ “เผยแพร่” ซึ่งอยู่บริเวณมุมบนด้านขวามือ ในส่วนนี้ท่านสามารถดูการเปลี่ยนแปลง
โดยคลิ๊กปุ่ม “ดูการเปลี่ยนแปลง” จากนั้นจึงกำหนดสถานะการเผยแพร่แล้วคลิ๊กปุ่ม “อัปเดท”

(2) การสร้างและแก้ไขป้ายกำกับใหม่

(2.1) การสร้างป้ายกำกับ เป็นการสร้างป้ายกำกับสินค้าขึ้นมาใหม่ เพื่อรอไว้สำหรับนำไปใช้งานต่อไป มีขั้นตอนคือ
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “สินค้า” >> และคลิ๊ก “ป้ายกำกับ” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

(2) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “ป้ายกำกับสินค้า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

ในหน้า “ป้ายกำกับสินค้า” นั้น ท่านสามารถสร้างป้ายกำกับขึ้นใหม่ได้ โดยระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้
+ ชื่อ : ใส่ชื่อป้ายกำกับ
+ Slug : สำหรับใส่ข้อความเพื่อที่จะให้ปรากฏในส่วนท้ายของ URL เช่น ใส่คำว่า “กระเป๋า” จะปรากฎ http://SHOP.com/tag/กระเป๋า เป็นต้น ซึ่งโดยปกติแล้วระบบจะตั้ง slug ให้อัตโนมัติ ดังนั้นในส่วนนี้จะใส่หรือไม่ก็ได้
+ คำขยายความ : สำหรับการขยายความป้ายกำกับที่สร้างขึ้นใหม่นั้น
เมื่อดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว คลิ๊ก “เพิ่มป้ายกำกับสินค้าใหม่” (Add New Product Tag)

(2.2) การแก้ไขป้ายกำกับ เป็นการแก้ไขรายละเอียดของป้ายกำกับสินค้าที่มีอยู่แล้ว มีขั้นตอนคือ
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “สินค้า” >> และคลิ๊ก “ป้ายกำกับ” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

(2) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “ป้ายกำกับสินค้า”
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

(3) ในหน้า “ป้ายกำกับสินค้า” ให้สังเกตด้านขวามือ ท่านจะเห็นรายชื่อป้ายกำกับที่มีอยู่แล้ว (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

(4) ท่านสามารถแก้ไขป้ายกำกับที่มีอยู่แล้ว โดยการวางเม้าส์บนหัวข้อป้ายกำกับที่ต้องการแก้ไข จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข / Quick Edit / Trash / Preview / ทำซ้ำ) >> จากนั้นคลิ๊ก “แก้ไข” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

(5) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “แก้ไขป้ายกำกับสินค้า”
(ดังรูปด้านล่าง)

ในหน้า “แก้ไขป้ายกำกับสินค้า” ให้ใส่รายละเอียดดังนี้
+ ชื่อ : ใส่ชื่อป้ายกำกับ
+ Slug : สำหรับใส่ข้อความเพื่อที่จะให้ปรากฏในส่วนท้ายของ URL เช่น ใส่คำว่า “กระเป๋า” จะปรากฎ http://SHOP.com/tag/กระเป๋า เป็นต้น
ซึ่งโดยปกติแล้วระบบจะตั้ง slug ให้อัตโนมัติ ดังนั้นในส่วนนี้จะใส่หรือไม่ก็ได้
+ คำขยายความ : สำหรับการขยายความป้ายกำกับที่สร้างขึ้นใหม่นั้น
+ SEO Title : สำหรับใส่หัวข้อหรือหัวเรื่องของป้ายกำกับ เมื่อทำการค้นหาจาก Search Engine หัวข้อหรือหัวเรื่องนี้จะแสดงในบรรทัดแรก
+ SEO Description : สำหรับใส่คำอธิบายรายละเอียดของป้ายกำกับว่าเกี่ยวกับอะไร เมื่อทำการค้นหาจาก Search Engine จะแสดงในบรรทัดที่สองต่อจาก Title
+ Canonical คือ การกำหนด URL ที่เป็นที่ยอมรับ เพื่อบ่งบอกให้ Search Engine รู้ว่าหากหน้านี้มีเนื้อหาซ้ำกับหน้าอื่นแล้ว จะถือหน้านี้เป็นหลัก เพราะถ้าไม่กำหนด Canonical URL ไว้
ในกรณีที่ระบบสร้าง URL ที่สามารถเข้าถึงเนื้อหานั้นได้เหมือนกัน จะทำให้ Search Engine มองว่าเป็นข้อมูลที่ซ้ำกัน ซึ่งจะส่งผลต่อการติดอันดับการค้นหาได้
+ Noindex this post_tag คือ ไม่ให้เก็บป้ายกำกับโพสต์ไว้ใน index server ของ Search Engine (ป้องกันไม่ให้จัดทำดัชนีหน้าเว็บ)
ส่วน Index คือ การให้เก็บป้ายกำกับโพสต์ไว้ใน index server ของ Search Engine ได้ (โดยทั่วไป Search Engine จะถือว่าสามารถเข้าทำการจัดเก็บหรือทำดัชนีได้ทุกหน้า ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องตั้งค่าเป็น “Index” แต่อย่างใด)
+ Include in sitemap คือ การตั้งค่าในแผนผังเว็บไซต์ โดยต้องเลือกว่า หน้านี้ควรจะอยู่ในแผนผังเว็บไซต์ XMLตลอดเวลา โดยไม่คำนึงถึงการตั้งค่า Robots Meta หรือไม่ (เลือก auto detect, always include,never include)
เมื่อดำเนินการแล้ว ให้คลิ๊ก “อัปเดท”

 
 

2.2.1.8 การเพิ่มอัลบั้มรูปภาพสินค้า (Product Gallery) เป็นการเพิ่มอัลบั้มรูปภาพสินค้าเพื่อให้ลูกค้าได้เลือกชมก่อนการตัดสินใจซื้อสินค้านั้น ๆ
ข้อแนะนำ : ควรถ่ายรูปสินค้าไว้อย่างน้อย 4 รูป โดยถ่ายให้ครบทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านซ้าย ด้านขวา ด้านหน้า และด้านหลัง
ทั้งนี้ สินค้าบางประเภทอาจจะต้องถ่ายรูป 6 ด้าน รวม 6 รูป คือด้านซ้าย ด้านขวา ด้านหน้า ด้านหลัง ด้านบน และด้านล่าง ด้วย

สินค้าที่ได้ Add เพิ่มลงในระบบหลังร้านแล้ว ท่านสามารถเพิ่มหรือแก้ไขปรับปรุงอัลบั้มรูปภาพของสินค้านั้น ๆ ได้ โดยมีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “สินค้า” >> และคลิ๊ก “สินค้า”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

(2) ระบบจะแสดงสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ จากนั้นให้วางเม้าส์บนสินค้าที่ต้องการจะแก้ไข จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข / Quick Edit / Trash / Preview / ทำซ้ำ) >> ให้คลิ๊ก “แก้ไข” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-030

(3) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “แก้ไขสินค้า” ซึ่งในหน้า “แก้ไขสินค้า” หัวข้อ “แกลอรี่สินค้า” ท่านสามารถเพิ่มและลบอัลบั้มรูปภาพของสินค้านั้น ๆ ได้
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-048

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้ไปที่หัวข้อ “เผยแพร่” ซึ่งอยู่บริเวณมุมบนด้านขวามือ ในส่วนนี้ท่านสามารถดูการเปลี่ยนแปลง
โดยคลิ๊กปุ่ม “ดูการเปลี่ยนแปลง” จากนั้นจึงกำหนดสถานะการเผยแพร่แล้วคลิ๊กปุ่ม “อัปเดท”

 
 

2.2.1.9 การเพิ่มรูปพิเศษให้กับสินค้า เป็นการเพิ่มรูปพิเศษให้กับสินค้าที่สร้างขึ้น จะทำให้การแสดงผลในหน้าหลักมีความสวยงามและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

สินค้าที่ได้ Add เพิ่มลงในระบบหลังร้านแล้ว ท่านสามารถเพิ่มรูปพิเศษหรือปรับเปลี่ยนรูปพิเศษให้กับสินค้านั้น ๆ ได้ โดยมีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “สินค้า” >> และคลิ๊ก “สินค้า”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

(2) ระบบจะแสดงสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ จากนั้นให้วางเม้าส์บนสินค้าที่ต้องการจะแก้ไข จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข / Quick Edit / Trash / Preview / ทำซ้ำ) >> ให้คลิ๊ก “แก้ไข” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-030

(3) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “แก้ไขสินค้า” ซึ่งในหน้า “แก้ไขสินค้า” หัวข้อ “รูปพิเศษ” ท่านสามารถเพิ่มหรือลบรูปพิเศษได้โดยการเลือกรูปอัพโหลดไฟล์ได้ (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-049

ในหัวข้อ “รูปพิเศษ” ให้คลิ๊ก “ตั้งรูปพิเศษ” >>จากนั้นเลือกรูปอัพโหลดไฟล์ แล้วคลิ๊ก “ตั้งรูปพิเศษ”

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้ไปที่หัวข้อ “เผยแพร่” ซึ่งอยู่บริเวณมุมบนด้านขวามือ ในส่วนนี้ท่านสามารถดูการเปลี่ยนแปลง
โดยคลิ๊กปุ่ม “ดูการเปลี่ยนแปลง” จากนั้นจึงกำหนดสถานะการเผยแพร่แล้วคลิ๊กปุ่ม “อัปเดท”

หากต้องการลบรูปพิเศษ ในกรณีที่ท่านได้ตั้งรูปพิเศษไว้แล้ว ในหน้า “แก้ไขหน้า” หัวข้อ “รูปพิเศษ” ให้คลิ๊ก “ลบรูปภาพพิเศษ”
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้ไปที่หัวข้อ “เผยแพร่” ซึ่งอยู่บริเวณมุมบนด้านขวามือ ในส่วนนี้ท่านสามารถดูการเปลี่ยนแปลง
โดยคลิ๊กปุ่ม “ดูการเปลี่ยนแปลง” จากนั้นจึงกำหนดสถานะการเผยแพร่แล้วคลิ๊กปุ่ม “อัปเดท”

 
 

2.2.2 การแก้ไขสินค้าอย่างเร็ว เป็นการแก้ไขสินค้าอย่างรวดเร็ว

การแก้ไขสินค้าอย่างเร็วมีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “สินค้า” >> และคลิ๊ก “สินค้า”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

(2) ระบบจะแสดงสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ จากนั้นให้วางเม้าส์บนสินค้าที่ต้องการจะแก้ไข จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข / Quick Edit / Trash / Preview / ทำซ้ำ) >> ให้คลิ๊ก “Quick Edit” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-030

(3) ระบบจะนำสู่หน้า “แก้ไขอย่างเร็ว” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-030

ท่านสามารถแก้ไขสินค้าอย่างเร็ว ในหัวข้อดังต่อไปนี้
+ หัวข้อ : สำหรับใส่ชื่อของสินค้า
+ Slug : สำหรับใส่ข้อความเพื่อที่จะให้ปรากฏในส่วนท้ายของ URL
+ วันที่ : สำหรับใส่วันที่ เดือน, วัน, ปี @ ชั่วโมง : นาที
+ ผู้เขียน : สำหรับใส่ชื่อผู้เขียน
+ รหัสผ่าน : สำหรับใส่รหัสผ่าน
+ หลัก : สำหรับกำหนดว่าจะให้เป็นหน้าหลักหรือหน้ารอง กล่าวคือ หากจะให้หน้านั้นเป็นหน้าหลัก ให้คลิ๊กเลือก “ไม่มีกลุ่มหลัก” แต่หากจะให้หน้านั้นเป็นหน้ารอง ให้คลิ๊กเลือกหัวข้อที่จะกำหนดให้เป็นหน้าหลัก
จัดลำดับ : สำหรับการกำหนดลำดับชั้นให้กับหน้าที่เพิ่มใหม่
เทมเพลต : สำหรับการกำหนด Layout รูปแบบหรือโครงสร้างของหน้าเว็บ ซึ่งในการออกแบบเทมเพลตต้องให้เหมาะสมกับเนื้อหาของเว็บทั้งหมด และเป็นไปในแนวทางเดียวกันด้วย ดังนั้น โดยทั่วไปการระบุคุณสมบัติหน้า : เทมเพลต จึงควรกำหนดเป็น “เทมเพลตค่าเริ่มต้น”
สถานะ : สำหรับกำหนดสถานะการเผยแพร่ ได้แก่ เผยแพร่ / รอคอยการตรวจสอบ / ฉบับร่าง
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊ก “อัปเดท”

 
 

2.3 การลบสินค้า
มี 2 วิธีดังนี้
2.3.1 การลบสินค้าแบบชั่วคราว
2.3.2 การลบสินค้าแบบถาวร

 
 

2.3.1 การลบสินค้าแบบชั่วคราว เป็นการย้ายสินค้ามาเก็บไว้ที่ถังขยะ โดยยังไม่ลบออกจากระบบ สามารถเรียกกลับมาใช้งานได้อีก
การลบสินค้าแบบชั่วคราว มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “สินค้า” >> และคลิ๊ก “สินค้า”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

(2) ระบบจะแสดงสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ จากนั้นให้วางเม้าส์บนสินค้าที่ต้องการจะแก้ไข จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข / Quick Edit / Trash / Preview / ทำซ้ำ) >> ให้คลิ๊ก “Trash” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-030

(3) หน้าที่ลบจะถูกย้ายไปอยู่ใน “ถังขยะ” โดยไม่ถูกลบออกจากระบบในทันที ดังนั้น ท่านจึงสามารถกู้คืนสินค้าที่อยู่ใน “ถังขยะ” กลับมาใช้งานใหม่ได้ โดยคลิ๊กที่ “ถังขยะ” >> วางเม้าส์บนสินค้าที่ต้องการกู้คืน จะพบแถบเครื่องมือ (Restore/Delete Permanently/ทำซ้ำ) จากนั้นให้คลิ๊ก “Restore”
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-030

สินค้าที่กู้คืนจะไม่พบในถังขยะแต่จะย้ายกลับไปที่เดิม ซึ่งสามารถตรวจสอบสินค้าที่กู้คืนได้โดยคลิ๊กที่ “สินค้า”

 
 

2.3.2 การลบสินค้าแบบถาวร เป็นการลบสินค้าออกจากระบบอย่างถาวร เมื่อลบถาวรแล้วจะไม่สามารถเรียกกลับมาใช้งานได้อีก
การลบสินค้าแบบถาวรมีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “สินค้า” >> และคลิ๊ก “สินค้า”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

(2) ระบบจะแสดงสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ จากนั้นให้วางเม้าส์บนสินค้าที่ต้องการจะแก้ไข จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข / Quick Edit / Trash / Preview / ทำซ้ำ) >> ให้คลิ๊ก “Trash” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-030

(3) สินค้าที่ลบจะถูกย้ายไปอยู่ใน “ถังขยะ” ท่านสามารถลบสินค้านั้นอย่างถาวรได้ โดยคลิ๊กที่ “ถังขยะ” >> แล้ววางเม้าส์บนสินค้าที่ต้องการลบอย่างถาวร จะปรากฏแถบเครื่องมือ (Restore/Delete Permanently/ทำซ้ำ) >> ให้คลิ๊ก “Delete Permanently” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-030
สินค้าที่ลบอย่างถาวรแล้ว จะถูกลบออกจากระบบ ไม่สามารถเรียกกลับมาใช้งานได้อีกต่อไป


 
 

2.4 การทำสำเนาสินค้า เป็นการคัดลอกรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้านั้นขึ้นมาใหม่ ใช้ในกรณีที่ต้องการเพิ่มสินค้าเข้ามาใหม่ในระบบหลังร้าน โดยสินค้าที่จะเพิ่มมาใหม่นั้นเป็นสินค้าที่มีรายละเอียดส่วนใหญ่เหมือนกัน หรืออาจจะแตกต่างในรายละเอียดเพียงเล็กน้อย เพื่ออำนวยความสะดวกทำให้ไม่เสียเวลาในการเพิ่มและระบุรายละเอียดสินค้าใหม่

การทำสำเนาสินค้า มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “สินค้า” >> และคลิ๊ก “สินค้า”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

(2) ระบบจะแสดงสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ จากนั้นให้วางเม้าส์บนสินค้าที่ต้องการจะทำซ้ำ จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข/ Quick Edit/Trash/Preview/ทำซ้ำ) >> ให้คลิ๊ก “ทำซ้ำ” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-030

(3) จะพบว่าสินค้าที่ทำซ้ำ ถูกสร้างสำเนาขึ้นมาอีก 1 ชิ้น โดยมีชื่อสินค้า, ราคาสินค้า และรายละเอียดของสินค้าเหมือนกัน
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-030

ในขั้นตอนนี้ท่านสามารถแก้ไขรายละเอียดของสินค้าที่ได้ทำซ้ำขึ้นมาใหม่นั้นได้ตามที่ต้องการ
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้ไปที่หัวข้อ “เผยแพร่” ซึ่งอยู่บริเวณมุมบนด้านขวามือ ในส่วนนี้ท่านสามารถดูการเปลี่ยนแปลง
โดยคลิ๊กปุ่ม “ดูการเปลี่ยนแปลง” จากนั้นจึงกำหนดสถานะการเผยแพร่แล้วคลิ๊กปุ่ม “อัปเดท”

 
 

3. ข่าวและโปรโมชั่น เป็นเครื่องมือสำหรับจัดการข่าวสารและโปรโมชั่น รวมถึงบทความต่าง ๆ ของร้านออนไลน์ด้วย
“ข่าวและโปรโมชั่น” แต่ละหน้าหรือแต่ละหัวข้อ ถือเป็นหน้าเว็บประเภทที่เรียกว่า “โพสต์ (Post)”ซึ่งเป็นหน้าเว็บที่จะต้องมีการอัพเดทปรับเปลี่ยนแปลงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา เพื่อความสดใหม่ ทันสมัย และน่าสนใจ
“โพสต์ (Post)”ต่างจากหน้า “เพจ(Page)”เพราะ “เพจ(Page)”คือ หน้าเว็บประเภทที่มักจะมีความคงที่ ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยนัก และไม่ต้องมีการอัพเดตปรับปรุงข้อมูลตลอดเวลา เช่น หน้าข้อตกลงและนโยบาย , หน้าเกี่ยวกับเรา, หน้าติดต่อ เป็นต้น

การจัดการข่าวและโปรโมชั่น อาจแยกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
3.1 การเพิ่มข่าวและโปรโมชั่น
3.2 การแก้ไขข่าวและโปรโมชั่น
3.2.1 การแก้ไขข่าวและโปรโมชั่นอย่างละเอียด ได้แก่ การระบุรายละเอียดและเพิ่มสื่อ, การระบุรายละเอียดและรูปแบบ Product review, การระบุค่า SEO, การกำหนดสถานะการเผยแพร่, การระบุหมวดหมู่, การระบุป้ายกำกับ และการเพิ่มรูปพิเศษ
3.2.2 การแก้ไขข่าวและโปรโมชั่นอย่างเร็ว
3.3 การลบข่าวและโปรโมชั่น
3.3.1 การลบข่าวและโปรโมชั่นแบบชั่วคราว
3.3.2 การลบข่าวและโปรโมชั่นแบบถาวร

 
 

3.1 การเพิ่มข่าวและโปรโมชั่น เป็นการเพิ่ม “โพสต์ (Post)” ประเภทข่าวและโปรโมชั่นขึ้นมาใหม่ ซึ่งรวมถึงเพิ่มบทความใหม่ ๆ ที่เกี่ยวกับสินค้าและบริการด้วย
ทั้งนี้ ในส่วนของการเขียนบทความ อาจเป็นการเขียนบทความเกี่ยวกับสินค้าและบริการในลักษณะ Product Review ก็จะทำให้การประชาสัมพันธ์สินค้าหรือบริการมีความสนใจมากยิ่งขึ้น

การเพิ่มหัวข้อข่าวและโปรโมชั่นใหม่ หรือบทความใหม่ มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม เมื่อวางเม้าส์บนเมนู “ข่าวและโปรโมชั่น” >> เลือก “เขียนเรื่องใหม่”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-031

หรือจะเลือก “เขียนเรื่องใหม่” (ดังรูปด้านล่าง) ก็ได้เช่นกัน
Untitled-051

(2) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “เพิ่มเรื่องใหม่” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-052

(3) ในหน้า “เพิ่มเรื่องใหม่” ให้ระบุข้อมูลดังนี้
+ หัวข้อ : ระบุชื่อหัวข้อข่าว โปรโมชั่น หรือบทความ ลงในช่อง “ใส่หัวข้อที่นี่”
+ เพิ่มสื่อ : สำหรับใส่ไฟล์สื่อให้กับข่าว โปรโมชั่น หรือบทความ โดยการอัพโหลดไฟล์สื่อ ได้แก่ รูป เสียง วิดิโอ หรือจะไม่แนบไฟล์สื่อก็ได้
+ ระบุรายละเอียดข่าว โปรโมชั่น หรือบทความ
+ เผยแพร่ : สำหรับกำหนดสถานะการเผยแพร่ข่าว โปรโมชั่น หรือบทความ ได้แก่
สถานะ : เผยแพร่/รอคอยการตรวจสอบ/ฉบับร่าง (ฉบับร่าง ใช้ในกรณีที่เขียนยังไม่เสร็จหรือยังไม่เรียบร้อย โดยหน้าที่ถูกกำหนดสถานะให้เป็นฉบับร่างจะไม่แสดงบนหน้าร้านออนไลน์)
เห็นได้ : สาธารณะ/รหัสผ่านป้องกัน/ส่วนตัว
เผยแพร่บน : เดือน วัน, ปี @ ชั่วโมง : นาที
SEO : N/A Check
+ SEO : สำหรับการทำ Search Engine Optimize เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาร้านค้าออนไลน์
+ ป้ายกำกับ : สำหรับบ่งบอกว่าข่าว โปรโมชั่น หรือบทความนั้น ๆ เกี่ยวกับอะไร เมื่อมีการคลิ๊กที่ป้ายกำกับที่มีชื่อเดียวกัน ข่าวหรือโปรโมชั่นที่ติดป้ายกำกับเดียวกันจะแสดงรวมกันที่หน้าเดียวกัน
+ หมวดหมู่ : เลือกหมวดหมู่ของข่าว โปรโมชั่น หรือบทความ ได้แก่
1) เลือก “ประชาสัมพันธ์” สำหรับกำหนดให้ข่าว โปรโมชั่น หรือบทความเป็นการประชาสัมพันธ์ทั่วไป หรือ
2) เลือก “Featured” สำหรับกำหนดให้ข่าว โปรโมชั่น หรือบทความเป็นการประชาสัมพันธ์ที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
ทั้งนี้ สามารถสร้างเป็นหมวดหมู่ข่าวหรือโปรโมชั่นใหม่ก็ได้ โดยคลิ๊กที่ “สร้างหมวดหมู่ใหม่” แล้วใส่ชื่อหมวดหมู่
+ รูปพิเศษ : สำหรับเพิ่มรูปพิเศษในการแสดงผล ข่าว โปรโมชั่น หรือบทความนั้น ๆ
+ Product review : สำหรับการรีวิวหรือให้คะแนนข่าว โปรโมชั่น หรือบทความนั้น ๆ
+ สนทนา: สำหรับระบุอนุญาตให้แสดงความเห็นต่อข่าว โปรโมชั่น หรือบทความนั้น ๆ
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้ไปที่หัวข้อ “เผยแพร่” ซึ่งอยู่บริเวณมุมบนด้านขวามือ ในส่วนนี้ท่านสามารถดูการเปลี่ยนแปลง
โดยคลิ๊กปุ่ม “ดูการเปลี่ยนแปลง” จากนั้นจึงกำหนดสถานะการเผยแพร่แล้วคลิ๊กปุ่ม “เผยแพร่”

 
 

3.2 การแก้ไขข่าวและโปรโมชั่น
มี 2 วิธี ได้แก่
3.2.1 การแก้ไขข่าวและโปรโมชั่นอย่างละเอียด
3.2.2 การแก้ไขข่าวและโปรโมชั่นอย่างเร็ว

 
 

3.2.1 การแก้ไขข่าวและโปรโมชั่นอย่างละเอียด เป็นการแก้ไขข่าว โปรโมชั่น หรือบทความที่ได้เขียนไว้ ซึ่งเป็นการแก้ไขในรายละเอียด

การแก้ไขข่าวและโปรโมชั่นอย่างละเอียด มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ข่าวและโปรโมชั่น” >> และคลิ๊ก “ข่าวและโปรโมชั่น”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

(2) ระบบจะแสดงข่าวและโปรโมชั่นทั้งหมดที่มีอยู่ จากนั้นให้วางเม้าส์บนข่าวและโปรโมชั่นที่ต้องการจะแก้ไข จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข/แก้ไขอย่างเร็ว/ถังขยะ/ดู) >> ให้คลิ๊ก “แก้ไข” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-030

(3) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “แก้ไขเรื่อง” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-030

ในหน้า “แก้ไขเรื่อง” นั้น ท่านสามารถแก้ไขปรับปรุงรายละเอียดของข่าว โปรโมชั่น หรือบทความนั้น ๆ ได้ดังต่อไปนี้

+ ใส่หัวข้อ : สำหรับแก้ไขชื่อของข่าว โปรโมชั่น หรือบทความ
+ เพิ่มสื่อ : สำหรับใส่ไฟล์สื่อให้กับข่าว โปรโมชั่น หรือบทความ โดยการอัพโหลดไฟล์สื่อ ได้แก่ รูป เสียง วิดิโอ หรืออาจจะ
ไม่แนบไฟล์สื่อใด ๆ เลยก็ได้
+ ใส่เนื้อหา : สำหรับใส่เนื้อหาให้กับข่าว โปรโมชั่น หรือบทความ
+ เผยแพร่ : สำหรับกำหนดสถานะการเผยแพร่ ได้แก่
สถานะ : รอคอยการตรวจสอบ/ฉบับร่าง (ฉบับร่าง ใช้ในกรณีที่เขียนยังไม่เสร็จหรือยังไม่เรียบร้อย โดยหน้าที่ถูกกำหนดสถานะให้เป็นฉบับร่างจะไม่แสดงบนหน้าร้านออนไลน์)
เห็นได้ : สาธารณะ/รหัสผ่านป้องกัน/ส่วนตัว
เผยแพร่ : ทันที/ เดือน, วัน, ปี @ ชั่วโมง : นาที
SEO : N/A Check
+ คุณสมบัติหน้า : สำหรับกำหนดคุณสมบัติหน้า ได้แก่ หลัก, เทมเพลต และจัดลำดับ
หลัก : คือการกำหนดว่าจะให้เป็นหน้าหลักหรือหน้ารอง กล่าวคือ หากจะให้หน้านั้นเป็นหน้าหลัก ให้คลิ๊กเลือก “ไม่มีกลุ่มหลัก” แต่หากจะให้หน้านั้นเป็นหน้ารอง ให้คลิ๊กเลือกหัวข้อที่จะกำหนดให้เป็นหน้าหลัก
เทมเพลต : คือการกำหนด Layout รูปแบบหรือโครงสร้างของหน้าเว็บ ซึ่งในการออกแบบเทมเพลตต้องให้เหมาะสมกับเนื้อหาของเว็บทั้งหมดและเป็นไปในแนวทางเดียวกันด้วย ดังนั้น โดยทั่วไปการระบุคุณสมบัติหน้า : เทมเพลต จึงควรกำหนดเป็น “เทมเพลตค่าเริ่มต้น”
จัดลำดับ : คือการกำหนดลำดับชั้นให้กับหน้าที่เพิ่มใหม่
+ รูปพิเศษ : สำหรับเพิ่มรูปพิเศษเพื่อการแสดงผลในหน้าหลักที่สวยงามและน่าสนใจมากขึ้น
+ SEO : ระบุค่า SEO สำหรับการทำ Search Engine Optimize เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาร้านค้าออนไลน์

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้ไปที่หัวข้อ “เผยแพร่” ซึ่งอยู่บริเวณมุมบนด้านขวามือ ในส่วนนี้ท่านสามารถดูการเปลี่ยนแปลง
โดยคลิ๊กปุ่ม “ดูการเปลี่ยนแปลง” จากนั้นจึงกำหนดสถานะการเผยแพร่แล้วคลิ๊กปุ่ม “อัปเดท”

การแก้ไขข่าวและโปรโมชั่นอย่างละเอียดดังกล่าวข้างต้น แบ่งได้เป็น 7 หัวข้อ
3.2.1.1 การระบุรายละเอียดและเพิ่มสื่อสำหรับข่าวและโปรโมชั่น
3.2.1.2 การระบุรายละเอียดและรูปแบบ Product review
3.2.1.3 การระบุค่า SEO
3.2.1.4 การกำหนดสถานะการเผยแพร่
3.2.1.5 การระบุหมวดหมู่ข่าวและโปรโมชั่น
3.2.1.6 การระบุป้ายกำกับข่าวและโปรโมชั่น
3.2.1.7 การเพิ่มรูปพิเศษ
แต่ละหัวข้อมีขั้นตอนและรายละเอียดดังนี้

 
 

3.2.1.1 การระบุรายละเอียดและเพิ่มสื่อสำหรับข่าวและโปรโมชั่น
ข่าว โปรโมชั่น หรือบทความที่ได้เขียนไว้แล้ว ท่านสามารถระบุรายละเอียดหรือแก้ไขปรับปรุงรายละเอียด รวมทั้งเพิ่มสื่อให้กับข่าว โปรโมชั่น หรือบทความนั้น ๆ ได้

การระบุรายละเอียดและเพิ่มสื่อสำหรับข่าวและโปรโมชั่น มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ข่าวและโปรโมชั่น” >> และคลิ๊ก “ข่าวและโปรโมชั่น”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

(2) ระบบจะแสดงข่าวและโปรโมชั่นทั้งหมดที่มีอยู่ จากนั้นให้วางเม้าส์บนข่าวและโปรโมชั่นที่ต้องการจะแก้ไข จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข/แก้ไขอย่างเร็ว/ถังขยะ/ดู) >> ให้คลิ๊ก “แก้ไข” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-030

(3) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “แก้ไขเรื่อง” ในหน้า “แก้ไขเรื่อง” นั้น ท่านสามารถระบุรายละเอียดหรือแก้ไขปรับปรุงรายละเอียดของข่าว โปรโมชั่น หรือบทความ รวมทั้งสามารถเพิ่มหรือใส่ไฟล์สื่อให้กับหัวข้อข่าว โปรโมชั่น หรือบทความนั้น โดยการอัพโหลดไฟล์สื่อ ได้แก่ รูป เสียง วิดิโอ หรือจะไม่แนบไฟล์สื่อเลยก็ได้ (ดังรูปด้านล่าง)
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-032

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้ไปที่หัวข้อ “เผยแพร่” ซึ่งอยู่บริเวณมุมบนด้านขวามือ ในส่วนนี้ท่านสามารถดูการเปลี่ยนแปลงโดยคลิ๊กปุ่ม “ดูการเปลี่ยนแปลง” จากนั้นจึงกำหนดสถานะการเผยแพร่แล้วคลิ๊กปุ่ม “อัปเดท”

 
 

3.2.1.2 การระบุรายละเอียดและรูปแบบ Product Review สำหรับข่าวและโปรโมชั่น
ข่าว โปรโมชั่น หรือบทความที่ได้เขียนไว้แล้ว ท่านสามารถระบุรายละเอียดและรูปแบบ Product Review หรือแก้ไขปรับปรุง
รายละเอียดและรูปแบบ Product Review ของข่าว โปรโมชั่น หรือบทความนั้น ๆ ได้

การระบุรายละเอียดและรูปแบบ Product Review มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ข่าวและโปรโมชั่น” >> และคลิ๊ก “ข่าวและโปรโมชั่น”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

(2) ระบบจะแสดงข่าวและโปรโมชั่นทั้งหมดที่มีอยู่ จากนั้นให้วางเม้าส์บนข่าวและโปรโมชั่นที่ต้องการจะแก้ไข จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข/แก้ไขอย่างเร็ว/ถังขยะ/ดู) >> ให้คลิ๊ก “แก้ไข” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-030

(3) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “แก้ไขเรื่อง” ในหัวข้อ “Product Review” นั้น ท่านสามารถระบุหรือแก้ไขปรับปรุงรายละเอียดและรูปแบบ Product Review สำหรับการรีวิวหรือให้คะแนนข่าว โปรโมชั่น หรือบทความได้ โดยเลือกระบุ (No / Stars / Percentages / Points )
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-054

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้ไปที่หัวข้อ “เผยแพร่” ซึ่งอยู่บริเวณมุมบนด้านขวามือ ในส่วนนี้ท่านสามารถดูการเปลี่ยนแปลง
โดยคลิ๊กปุ่ม “ดูการเปลี่ยนแปลง” จากนั้นจึงกำหนดสถานะการเผยแพร่แล้วคลิ๊กปุ่ม “อัปเดท”

 
 

3.2.1.3 การระบุค่า SEO ให้กับข่าวและโปรโมชั่น เป็นการระบุค่า SEO หรือปรับเปลี่ยนการตั้งค่า SEO ให้กับข่าว โปรโมชั่น หรือบทความที่ได้สร้างขึ้น
การระบุค่า SEO เป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ www.planils.com (ปลานิล.คอม) จัดเตรียมไว้สำหรับรองรับการทำ Search Engine Optimize เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหา
ทั้งนี้ การเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ซึ่งอาจศึกษาค้นคว้าเทคนิคได้จากข้อมูลที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำไว้

ข่าว โปรโมชั่น หรือบทความที่ได้เขียนไว้แล้ว ท่านสามารถระบุค่า SEO หรือปรับเปลี่ยนการตั้งค่า SEO ของข่าว โปรโมชั่น หรือบทความนั้น ๆ ได้ โดยมีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ข่าวและโปรโมชั่น” >> และคลิ๊ก “ข่าวและโปรโมชั่น”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

(2) ระบบจะแสดงข่าวและโปรโมชั่นทั้งหมดที่มีอยู่ จากนั้นให้วางเม้าส์บนข่าวและโปรโมชั่นที่ต้องการจะแก้ไข จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข/แก้ไขอย่างเร็ว/ถังขยะ/ดู) >> ให้คลิ๊ก “แก้ไข” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-030

(3) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “แก้ไขเรื่อง” ในหัวข้อ “SEO” นั้น ท่านสามารถระบุค่า SEO หรือปรับเปลี่ยนการตั้งค่า SEO ของข่าวและโปรโมชั่นนั้นได้
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-055
Untitled-055
Untitled-055
Untitled-055

General : การตั้งค่าทั่วไป
+ Snippet Preview คือ รูปแบบการแสดงผลของหน้าเว็บเมื่อทำการค้นหาจาก Search Engine
+ Focus Keyword คือ คำหลักหรือ keyphrase ที่เกี่ยวกับหน้านี้
+ SEO Title คือ หัวข้อหรือชื่อเรื่อง เมื่อทำการค้นหาจาก Search Engine หัวข้อหรือชื่อเรื่องนี้จะแสดงในบรรทัดแรก
+ Meta Description คือ คำอธิบายรายละเอียดของหน้าว่ามีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร เมื่อทำการค้นหาจาก Search Engine
จะแสดงในบรรทัดที่สองต่อจาก Title โดยหากไม่ได้ใส่ Meta Description ไว้ Search Engine จะหยิบยกเนื้อหาในเว็บ
ที่สอดคล้องกับเนื้อหาส่วนนี้มาแสดงแทน อย่างไรก็ดี เนื่องจากโดยทั่วไป Search Engine จะมีการทดสอบไปมาว่าจะหยิบยก
เนื้อหาส่วนใดมาแสดง ทำให้ในบางครั้งอาจมีการนำเอาเนื้อหาที่ไม่ตรงกับ Title มาแสดงได้ ดังนั้น เพื่อไม่ได้เกิดความผิดพลาดในลักษณะเช่นนี้
จึงควรระบุ Meta Description ด้วยตนเองทุกครั้ง

Page Analysis : การตั้งค่าการวิเคราะห์สถิติหน้าเว็บเพจ

Advanced : การตั้งค่าขั้นสูง
+ Meta Robots Index คือ การตั้งค่าดัชนี โดยต้องเลือกระบุว่าจะ Index หรือ Noindex
Index หมายถึง ให้เก็บหน้าเว็บไว้ใน index server ของ Search Engine ได้ (โดยทั่วไป Search Engine
จะถือว่าสามารถเข้าทำการจัดเก็บหรือทำดัชนีได้ทุกหน้า ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องตั้งค่าเป็น “Index” แต่อย่างใด)
Noindex หมายถึง ไม่ให้เก็บหน้าเว็บไว้ใน index server ของ Search Engine (ป้องกันไม่ให้จัดทำดัชนีหน้าเว็บ)
+ Meta Robots Follow คือ การตั้งค่าการติดตาม โดยต้องเลือกระบุว่าจะ Follow หรือ Nofollow
Follow หมายถึง ให้ติดตามลิงก์และเก็บไว้ใน index server ของ Search Engine ได้ (โดยทั่วไป Search Engine จะถือว่าสามารถเข้าไปในลิงก์ได้ทุกหน้าเว็บเพจเพื่อนำไปใช้ในการจัดอันดับ ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องตั้งค่าเป็น
“Follow” แต่อย่างใด”
Nofollow หมายถึง ไม่ให้ติดตามลิงก์และไม่ให้เก็บไว้ใน index server ของ Search Engine (ป้องกันไม่ให้ติดตามลิงก์เชื่อมโยงจากหน้าเว็บนี้) [การตั้งค่าเป็น “Nofollow”เป็นการตั้งค่าเพื่อป้องกันความเสียหายจากการที่มีลิงก์ออกจำนวนมาก เพราะการมีลิงก์ออกมากจะส่งผลทำให้คะแนน SEO กระจายไปยังลิงก์อื่น ๆ
ดังนั้น หากเว็บที่มีการแลกลิงก์หรือเว็บที่ให้ลงประกาศฟรี ตั้งค่าเป็น “Nofollow” ไว้ ผู้ที่แลกลิงก์หรือผู้ที่ฝากลิงก์ไว้กับเว็บที่ให้ลงประกาศฟรี ก็จะไม่ได้รับประโยชน์เลย เพราะจะไม่ได้คะแนนใดๆ จากเว็บของอีกฝ่าย และยังต้องเสียคะแนนของเว็บตนอีกด้วย]
สำหรับเนื้อหาที่อาจต้องพิจารณาใช้ “Nofollow” ได้แก่ เนื้อหาที่เชื่อถือไม่ได้ ในกรณีที่ไม่สามารถรับรองเนื้อหาของหน้าที่ลิงก์มายังเว็บได้ เช่น ความคิดเห็นของผู้ใช้ที่ไม่น่าเชื่อถือ เป็นต้น หรือลิงก์ที่มีการชำระเงิน เพื่อป้องกันมิให้ลิงก์ที่มีการชำระเงินมีอิทธิพลต่อการค้นหา
และส่งผลในทางลบต่อผู้ใช้งาน, และ ลิงก์ที่เกี่ยวกับการลงชื่อเข้าใช้หรือลงทะเบียนเป็นสมาชิก เพราะ Search Engine
ไม่สามารถลงชื่อเข้าใช้หรือลงทะเบียนเป็นสมาชิกได้ จึงควรตั้งค่าลิงก์ลักษณะนี้เป็น “Nofollow” เพื่อที่จะทำให้ Search Engine
ไปรวบรวมติดตามข้อมูลหน้าอื่น ๆ ที่ต้องการให้แสดงผลในหน้าค้นหามากกว่า]
+ Meta Robots Advanced คือ การตั้งค่า Meta Robots ขั้นสูง โดยต้องเลือกระบุ (None, NO ODP, NO YDIR, No Imaage Index, No Archive, No Snippet)
None หมายถึง การห้ามไม่ให้จัดเก็บเว็บเพจนี้ไปทำดัชนีเนื้อหา และห้ามติดตามลิงก์เชื่อมโยงเพื่อทำดัชนีในเนื้อหาด้วย
NO ODP หมายถึง ไม่ให้นำคำอธิบาย (Meta Description) จากฐานข้อมูล ODP (Open Directory Project)ของ DMOZ ไปแสดงในหน้าค้นหาของ Search Engine เพราะการไม่ตั้งค่า “NO ODP” ไว้ จะทำให้ robot ของ Search Engine เก็บบันทึกค่า Description เดิมไว้เท่านั้น แม้จะมีการเปลี่ยนแปลง Description ใหม่แล้วก็ตาม ดังนั้น ถ้าต้องการให้ Search Engine เก็บค่า Description ที่ปรับปรุงใหม่ทุกครั้ง ควรตั้งค่าเป็น “NO ODP”
NO YDIR หมายถึง ไม่ให้นำคำอธิบาย (Meta Description) จาก Yahoo Directory ไปแสดงในหน้าค้นหาของ Search Engine
No Image Index หมายถึง ไม่ให้หน้าเว็บปรากฏเป็นหน้าอ้างอิงสำหรับรูปภาพในผลการค้นหาของ Search Engine
No Archive หมายถึง ไม่ให้ Search Engine แสดงลิงก์ที่แคชไว้สำหรับหน้าเว็บ (ไม่ให้เก็บสำเนาของหน้าเว็บ)
No Snippet หมายถึง ไม่ให้แสดงตัวอย่างข้อมูลในผลการค้นหา
+ Include in Sitemap คือ การตั้งค่าในแผนผังเว็บไซต์ โดยต้องเลือกว่า หน้านี้ควรจะอยู่ในแผนผังเว็บไซต์ XML ตลอดเวลา โดยไม่คำนึงถึงการตั้งค่า Robots Meta หรือไม่ (เลือก auto detect, always include,never include)
+ Sitemap Priority คือ การจัดลำดับความสำคัญให้กับหน้านี้ในแผนผังเว็บไซต์ XML
+ Canonical URL คือ การกำหนด URL ที่เป็นที่ยอมรับ เพื่อบ่งบอกให้ Search Engine รู้ว่าหากหน้านี้มีเนื้อหาซ้ำกับหน้าอื่นแล้ว จะถือหน้านี้เป็นหลัก เพราะถ้าไม่กำหนด Canonical URL ไว้ ในกรณีที่ระบบสร้าง URL ที่สามารถเข้าถึงเนื้อหานั้นได้เหมือนกัน
จะทำให้ Search Engine มองว่าเป็นข้อมูลที่ซ้ำกัน ซึ่งจะส่งผลต่อการติดอันดับการค้นหาได้
+ 301 Redirect คือ วิธีการ redirect หน้าเพจ ใช้ในกรณีมีการปรับเปลี่ยนหรือโยกย้ายเว็บ จนเป็นเหตุให้หน้าเว็บเปลี่ยนไป
ซึ่งหากค้นหาโดย Search Engine จะพบว่า URL เก่ายังปรากฎอยู่ แต่ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บจะไม่สามารถดูหน้านั้นได้
ดังนั้น จึงต้องมีการตั้งค่า 301 Redirect เพื่อย้ายหน้าและส่งค่าต่าง ๆ ไปที่หน้าใหม่ด้วย

Social : การตั้งค่า Social
+ Facebook Title คือ การระบุชื่อโพสต์ใหม่ ใช้ในกรณีที่ไม่ต้องการที่จะใช้ชื่อโพสต์ สำหรับการแบ่งปันโพสต์บน Facebook
แต่ต้องการใช้ชื่อที่ระบุไว้แทน
+ Facebook Description คือ การระบุคำอธิบายอื่น ใช้ในกรณีที่ไม่ต้องการที่จะใช้คำอธิบายรายละเอียด (Meta Mescription)
สำหรับการแบ่งปันโพสต์บน Facebook แต่ต้องการใช้คำอธิบายที่ระบุไว้แทน
+ Facebook Image คือ การอัพโหลด/เลือกภาพ หรือเพิ่ม URL ใช้ในกรณีที่ต้องการที่จะแทนที่ภาพใน Facebook สำหรับโพสต์นี้
+ Google+ Title คือ การระบุชื่อโพสต์ใหม่ ใช้ในกรณีที่ไม่ต้องการที่จะใช้ชื่อโพสต์สำหรับการแบ่งปันโพสต์บน Google+ แต่ต้องการใช้ชื่อที่ระบุไว้แทน
+ Google+ Description คือ การระบุคำอธิบายอื่น ใช้ในกรณีที่ไม่ต้องการที่จะใช้คำอธิบายรายละเอียด (Meta Mescription)
สำหรับการแบ่งปันโพสต์ บน Google+ แต่ต้องการใช้คำอธิบายที่ระบุไว้แทน
+ Google+ Image คือ การอัพโหลด / เลือกภาพ หรือเพิ่ม URL ใช้ในกรณีที่ต้องการที่จะแทนที่ภาพใน Google+ สำหรับโพสต์นี้

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้ไปที่หัวข้อ “เผยแพร่” ซึ่งอยู่บริเวณมุมบนด้านขวามือ ในส่วนนี้ท่านสามารถดูการเปลี่ยนแปลง
โดยคลิ๊กปุ่ม “ดูการเปลี่ยนแปลง” จากนั้นจึงกำหนดสถานะการเผยแพร่แล้วคลิ๊กปุ่ม “อัปเดท”

 
 

3.2.1.4 การกำหนดสถานะการเผยแพร่ข่าวและโปรโมชั่น เป็นการกำหนดสถานะการเผยแพร่หรือปรับเปลี่ยนสถานะการเผยแพร่ข่าว โปรโมชั่น หรือบทความที่ได้เขียนขึ้น

การกำหนดสถานะการเผยแพร่ มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ข่าวและโปรโมชั่น” >> และคลิ๊ก “ข่าวและโปรโมชั่น”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

(2) ระบบจะแสดงข่าวและโปรโมชั่นทั้งหมดที่มีอยู่ จากนั้นให้วางเม้าส์บนข่าวและโปรโมชั่นที่ต้องการจะแก้ไข จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข/แก้ไขอย่างเร็ว/ถังขยะ/ดู) >> ให้คลิ๊ก “แก้ไข” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-030

(3) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “แก้ไขเรื่อง” ในหัวข้อ “เผยแพร่” นั้น ท่านสามารถกำหนดสถานะการเผยแพร่หรือปรับเปลี่ยนสถานะการเผยแพร่ข่าว โปรโมชั่น หรือบทความนั้นได้
(ดังรูปด้านล่าง)

Untitled-056

การกำหนดสถานะการเผยแพร่สินค้าทำได้โดยระบุเลือก
+ สถานะ: เผยแพร่/รอคอยการตรวจสอบ/ฉบับร่าง (ฉบับร่าง ใช้ในกรณีที่เขียนยังไม่เสร็จหรือยังไม่เรียบร้อย โดยหน้าที่ถูกกำหนดสถานะให้เป็นฉบับร่างจะไม่แสดงบนหน้าร้านออนไลน์)
+ เห็นได้ : สาธารณะ/รหัสผ่านป้องกัน/ส่วนตัว
+ เผยแพร่บน : เดือน วัน, ปี @ ชั่วโมง : นาที
+ SEO : N/A Check
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้ไปที่หัวข้อ “เผยแพร่” ซึ่งอยู่บริเวณมุมบนด้านขวามือ ในส่วนนี้ท่านสามารถดูการเปลี่ยนแปลง
โดยคลิ๊กปุ่ม “ดูการเปลี่ยนแปลง” จากนั้นจึงกำหนดสถานะการเผยแพร่แล้วคลิ๊กปุ่ม “อัปเดท”

 
 

3.2.1.5 การระบุหมวดหมู่ข่าวและโปรโมชั่น เป็นการแยกชนิดหรือประเภทของข่าว โปรโมชั่น หรือบทความ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและอำนวยความสะดวกในการค้นหาข่าว โปรโมชั่น หรือบทความที่ได้เขียนขึ้น
ทั้งนี้ การระบุหมวดหมู่ข่าวและโปรโมชั่น จะทำได้ต่อเมื่อได้มีการสร้างหมวดหมู่ไว้แล้ว ดังนั้น จึงต้องมีการสร้างหมวดหมู่ไว้ก่อน เพื่อที่จะได้ระบุหมวดหมู่ให้กับข่าว โปรโมชั่น หรือบทความได้ต่อไป

(1) การสร้างหมวดหมู่ข่าวและโปรโมชั่นใหม่ มีขั้นตอนดังนี้
(1.1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ข่าวและโปรโมชั่น” >> และคลิ๊ก “หมวดหมู่”
Untitled-057

(1.2) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “หมวดหมู่” จากนั้นให้ระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้
+ ชื่อ : ใส่ชื่อหมวดหมู่ข่าว โปรโมชั่น หรือบทความ
+ Slug : สำหรับใส่ข้อความเพื่อที่จะให้ปรากฏในส่วนท้ายของ URL เช่น ใส่คำว่า “กระเป๋า” จะปรากฎ http://SHOP.com/tag/กระเป๋า เป็นต้น ซึ่งโดยปกติแล้วระบบจะตั้ง slug ให้อัตโนมัติ ดังนั้นในส่วนนี้จะใส่หรือไม่ก็ได้
+ หลัก : สำหรับกำหนดหน้าหลัก สามารถเลือกกำหนดดังนี้
กรณีเลือก “ไม่มี” หมายถึง การกำหนดให้ข่าว โปรโมชั่น หรือบทความที่สร้างขึ้นใหม่นั้นเป็นหน้าหลัก
กรณีเลือกหัวข้ออื่น หมายถึง การกำหนดให้ข่าว โปรโมชั่น หรือบทความใหม่เป็นหน้ารองของหัวข้อที่เลือกนั้น
+ คำขยายความ : สำหรับการขยายความหมวดหมู่ที่สร้างขึ้นใหม่นั้น
เมื่อดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว คลิ๊ก “สร้างหมวดหมู่ใหม่”

(2) การระบุหมวดหมู่ข่าวและโปรโมชั่น เป็นการระบุหมวดหมู่หรือปรับเปลี่ยนหมวดหมู่ให้กับข่าว โปรโมชั่น หรือบทความที่ได้เขียนขึ้น

การระบุหมวดหมู่ข่าวและโปรโมชั่น มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ข่าวและโปรโมชั่น” >> และคลิ๊ก “ข่าวและโปรโมชั่น”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

(2) ระบบจะแสดงข่าวและโปรโมชั่นทั้งหมดที่มีอยู่ จากนั้นให้วางเม้าส์บนข่าวและโปรโมชั่นที่ต้องการจะแก้ไข จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข/แก้ไขอย่างเร็ว/ถังขยะ/ดู) >> ให้คลิ๊ก “แก้ไข” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-030

(3) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “แก้ไขเรื่อง” ในหัวข้อ “หมวดหมู่” นั้น ท่านสามารถกำหนดระบุหมวดหมู่ให้กับข่าว โปรโมชั่น หรือบทความ รวมทั้งสามารถปรับเปลี่ยนหมวดหมู่ของข่าว โปรโมชั่น หรือบทความนั้นได้
(ดังรูปด้านล่าง)

Untitled-057

การระบุหรือปรับเปลี่ยนหมวดหมู่ให้กับข่าว โปรโมชั่น หรือบทความ ทำได้โดยคลิ๊กที่กล่อง check box หน้าหมวดหมู่ที่กำหนดไว้ ดังนี้
หมวดหมู่
+ เลือก “ประชาสัมพันธ์” สำหรับกำหนดให้ข่าวหรือโปรโมชั่นเป็นการประชาสัมพันธ์ทั่วไป หรือ
+ เลือก “บทความ” สำหรับกำหนดให้ข่าวหรือโปรโมชั่นเป็นบทความทั่วไป หรือ
+6 เลือก “Featured” สำหรับกำหนดให้ข่าวหรือโปรโมชั่นเป็นการประชาสัมพันธ์ที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
หรือจะสร้างหมวดหมู่ขึ้นใหม่ก็ได้ โดยใส่ชื่อหมวดหมู่ และกำหนดหน้าหลัก (ไม่มี / Featured / ประชาสัมพันธ์) แล้วคลิ๊ก “สร้างหมวดหมู่ใหม่”

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้ไปที่หัวข้อ “เผยแพร่” ซึ่งอยู่บริเวณมุมบนด้านขวามือ ในส่วนนี้ท่านสามารถดูการเปลี่ยนแปลง
โดยคลิ๊กปุ่ม “ดูการเปลี่ยนแปลง” จากนั้นจึงกำหนดสถานะการเผยแพร่แล้วคลิ๊กปุ่ม “อัปเดท”

 
 

3.2.1.6 การระบุป้ายกำกับข่าวและโปรโมชั่น
ป้ายกำกับข่าวและโปรโมชั่น เป็นคำสั้น ๆ สำหรับบ่งบอกว่าข่าว โปรโมชั่น หรือบทความนั้นๆ เกี่ยวกับอะไร โดยใส่คำสั้น ๆ และคั่นด้วยเครื่องหมายคอมม่า (,)
การใส่ป้ายกำกับจะทำให้การค้นหาข่าว โปรโมชั่น หรือบทความทำได้ง่ายมากขึ้น เพราะเมื่อมีการค้นหาข่าว โปรโมชั่น หรือบทความที่มีป้ายกำกับที่มีชื่อเดียวกัน ข่าว โปรโมชั่น หรือบทความที่ติดป้ายกำกับเดียวกันจะแสดงรวมกันในหน้าเดียวกัน

การจัดการป้ายกำกับข่าวและโปรโมชั่น ทำได้ดังนี้
(1) การระบุป้ายกำกับ (หรือการสร้างป้ายกำกับอย่างง่าย)
(2) การสร้างและแก้ไขป้ายกำกับใหม่

(1) การระบุป้ายกำกับ (หรือการสร้างป้ายกำกับอย่างง่าย)
+ กรณีข่าว โปรโมชั่น หรือบทความที่กำลังสร้างใหม่ ท่านสามารถระบุป้ายกำกับให้ข่าว โปรโมชั่น หรือบทความนั้น ๆ ได้เลย โดยในหน้า “เพิ่มเรื่องใหม่” หัวข้อ “ป้ายกำกับ” ที่อยู่ด้านขวามือ ท่านสามารถระบุป้ายกำกับได้ทันที ในกรณีจะระบุป้ายกำกับหลายคำต่อกันให้ใช้เครื่องหมายคอมม่า (,) คั่นระหว่างคำ แล้วคลิ๊ก “เพิ่ม”หรือจะเลือกจากป้ายกำกับที่ใช้งานบ่อยก็ได้

+ กรณีข่าว โปรโมชั่น หรือบทความที่ได้สร้างไว้แล้ว หากยังไม่ได้ระบุป้ายกำกับ ท่านสามารถระบุป้ายกำกับหรือปรับปรุงป้ายกำกับให้ข่าว โปรโมชั่น หรือบทความนั้น ๆ ได้ โดยมีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ข่าวและโปรโมชั่น” >> และคลิ๊ก “ข่าวและโปรโมชั่น”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

(2) ระบบจะแสดงข่าวและโปรโมชั่นทั้งหมดที่มีอยู่ จากนั้นให้วางเม้าส์บนข่าวและโปรโมชั่นที่ต้องการจะแก้ไข จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข/แก้ไขอย่างเร็ว/ถังขยะ/ดู) >> ให้คลิ๊ก “แก้ไข” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-030

(3) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “แก้ไขเรื่อง” ในหัวข้อ “ป้ายกำกับ” นั้น ท่านสามารถระบุป้ายกำกับได้ (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-047

การระบุป้ายกำกับหลายคำต่อกันให้ใช้เครื่องหมายคอมม่า (,) คั่นระหว่างคำ แล้วคลิ๊ก “เพิ่ม”หรือจะเลือกจากป้ายกำกับที่ใช้งานบ่อยก็ได้
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้ไปที่หัวข้อ “เผยแพร่” ซึ่งอยู่บริเวณมุมบนด้านขวามือ ในส่วนนี้ท่านสามารถดูการเปลี่ยนแปลง
โดยคลิ๊กปุ่ม “ดูการเปลี่ยนแปลง” จากนั้นจึงกำหนดสถานะการเผยแพร่แล้วคลิ๊กปุ่ม “อัปเดท”

(2) การสร้างและแก้ไขป้ายกำกับใหม่ เป็นการสร้างและแก้ไขป้ายกำกับข่าว โปรโมชั่น หรือบทความ
(2.1) การสร้างป้ายกำกับ เป็นการสร้างป้ายกำกับขึ้นมาใหม่ เพื่อรอไว้สำหรับนำไปใช้งานกับข่าว โปรโมชั่น หรือบทความต่อไป มีขั้นตอนคือ

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ข่าวและโปรโมชั่น” >> และคลิ๊ก “ป้ายกำกับ” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

(2) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “ป้ายกำกับ” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

ในหน้า “ป้ายกำกับสินค้า” นั้น ท่านสามารถสร้างป้ายกำกับขึ้นใหม่ได้ โดยระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้
+ ชื่อ : ใส่ชื่อป้ายกำกับ
+ Slug : สำหรับใส่ข้อความเพื่อที่จะให้ปรากฏในส่วนท้ายของ URL เช่น ใส่คำว่า “กระเป๋า” จะปรากฎ http://SHOP.com/tag/กระเป๋า เป็นต้น
ซึ่งโดยปกติแล้วระบบจะตั้ง slug ให้อัตโนมัติ ดังนั้นในส่วนนี้จะใส่หรือไม่ก็ได้
+ คำขยายความ : สำหรับการขยายความป้ายกำกับที่สร้างขึ้นใหม่นั้น
เมื่อดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว คลิ๊ก “เพิ่มป้ายกำกับใหม่”

(2.2) การแก้ไขป้ายกำกับ เป็นการแก้ไขรายละเอียดของป้ายกำกับข่าว โปรโมชั่น หรือบทความที่มีอยู่แล้ว มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ข่าวและโปรโมชั่น” >> และคลิ๊ก “ป้ายกำกับ” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

(2) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “ป้ายกำกับ” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

(3) ในหน้า “ป้ายกำกับ” ให้สังเกตด้านขวามือ ท่านจะเห็นรายชื่อป้ายกำกับที่มีอยู่แล้ว (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

(4) ท่านสามารถแก้ไขป้ายกำกับที่มีอยู่แล้ว โดยการวางเม้าส์บนหัวข้อป้ายกำกับที่ต้องการแก้ไข จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข/แก้ไขอย่างเร็ว/ลบ/ดู) >> จากนั้นคลิ๊ก “แก้ไข” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

(5) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “แก้ไขป้ายกำกับ” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

ในหน้า “แก้ไขป้ายกำกับ” ให้ใส่รายละเอียดดังนี้
+ ชื่อ : ใส่ชื่อป้ายกำกับ
+ Slug : สำหรับใส่ข้อความเพื่อที่จะให้ปรากฏในส่วนท้ายของ URL เช่น ใส่คำว่า “กระเป๋า” จะปรากฎ http://SHOP.com/tag/กระเป๋า เป็นต้น
ซึ่งโดยปกติแล้วระบบจะตั้ง slug ให้อัตโนมัติ ดังนั้นในส่วนนี้จะใส่หรือไม่ก็ได้
+ คำขยายความ : สำหรับการขยายความป้ายกำกับที่สร้างขึ้นใหม่นั้น
+ SEO Title : สำหรับใส่หัวข้อหรือหัวเรื่องของป้ายกำกับ เมื่อทำการค้นหาจาก Search Engine หัวข้อหรือหัวเรื่องนี้จะแสดงในบรรทัดแรก
+ SEO Description : สำหรับใส่คำอธิบายรายละเอียดของป้ายกำกับว่าเกี่ยวกับอะไร เมื่อทำการค้นหาจาก Search Engine จะแสดงในบรรทัดที่สองต่อจาก Title
+ Canonical คือ การกำหนด URL ที่เป็นที่ยอมรับ เพื่อบ่งบอกให้ Search Engine รู้ว่าหากหน้านี้มีเนื้อหาซ้ำกับหน้าอื่นแล้ว จะถือหน้านี้เป็นหลัก เพราะถ้าไม่กำหนด Canonical URL ไว้ ในกรณีที่ระบบสร้าง URL ที่สามารถเข้าถึงเนื้อหานั้นได้เหมือนกัน จะทำให้ Search Engine มองว่าเป็นข้อมูลที่ซ้ำกัน ซึ่งจะส่งผลต่อการติดอันดับการค้นหาได้
+ Noindex this post_tag คือ ไม่ให้เก็บป้ายกำกับโพสต์ไว้ใน index server ของ Search Engine (ป้องกันไม่ให้จัดทำดัชนีหน้าเว็บ)
ส่วน Index คือ การให้เก็บป้ายกำกับโพสต์ไว้ใน index server ของ Search Engine ได้ (โดยทั่วไป Search Engine จะถือว่าสามารถเข้าทำการจัดเก็บหรือทำดัชนีได้ทุกหน้า ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องตั้งค่าเป็น “Index” แต่อย่างใด)
+ Include in sitemap คือ การตั้งค่าในแผนผังเว็บไซต์ โดยต้องเลือกว่า หน้านี้ควรจะอยู่ในแผนผังเว็บไซต์ XMLตลอดเวลา โดยไม่คำนึงถึงการตั้งค่า Robots Meta หรือไม่ (เลือก auto detect, always include,never include)
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้คลิ๊ก “อัปเดท”

 
 

3.2.1.7 การเพิ่มรูปพิเศษให้กับข่าวและโปรโมชั่น เป็นการเพิ่มรูปพิเศษให้กับข่าว โปรโมชั่น หรือบทความที่สร้างขึ้น
จะทำให้การแสดงผลในหน้าหลักมีความสวยงามและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

การใส่รูปพิเศษหรือปรับเปลี่ยนรูปพิเศษให้กับข่าว โปรโมชั่น หรือบทความที่สร้างขึ้น มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ข่าวและโปรโมชั่น” >> และคลิ๊ก “ข่าวและโปรโมชั่น”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

(2) ระบบจะแสดงข่าวและโปรโมชั่นทั้งหมดที่มีอยู่ จากนั้นให้วางเม้าส์บนข่าวและโปรโมชั่นที่ต้องการจะแก้ไข จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข/แก้ไขอย่างเร็ว/ถังขยะ/ดู) >> ให้คลิ๊ก “แก้ไข” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-030

(3) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “แก้ไขเรื่อง” ในหัวข้อ “รูปพิเศษ” นั้น ท่านสามารถใส่รูปพิเศษหรือปรับเปลี่ยนรูปพิเศษสำหรับการแสดงผลได้
(ดังรูปด้านล่าง)

Untitled-059

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้ไปที่หัวข้อ “เผยแพร่” ซึ่งอยู่บริเวณมุมบนด้านขวามือ ในส่วนนี้ท่านสามารถดูการเปลี่ยนแปลง
โดยคลิ๊กปุ่ม “ดูการเปลี่ยนแปลง” จากนั้นจึงกำหนดสถานะการเผยแพร่แล้วคลิ๊กปุ่ม “อัปเดท”

ในกรณีที่ท่านได้ตั้งรูปพิเศษไว้แล้ว หากต้องการลบรูปพิเศษ เมื่ออยู่ในหน้า “แก้ไขเรื่อง” หัวข้อ “รูปพิเศษ” ให้คลิ๊ก “ลบรูปภาพพิเศษ”
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้ไปที่หัวข้อ “เผยแพร่” ซึ่งอยู่บริเวณมุมบนด้านขวามือ ในส่วนนี้ท่านสามารถดูการเปลี่ยนแปลง
โดยคลิ๊กปุ่ม “ดูการเปลี่ยนแปลง” จากนั้นจึงกำหนดสถานะการเผยแพร่แล้วคลิ๊กปุ่ม “อัปเดท”

 
 

3.2.2 การแก้ไขข่าวและโปรโมชั่นอย่างเร็ว เป็นการแก้ไขข่าว โปรโมชั่น หรือบทความอย่างรวดเร็ว
การแก้ไขข่าวและโปรโมชั่นอย่างเร็ว มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ข่าวและโปรโมชั่น” >> และคลิ๊ก “ข่าวและโปรโมชั่น”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

(2) ระบบจะแสดงข่าวและโปรโมชั่นทั้งหมดที่มีอยู่ จากนั้นให้วางเม้าส์บนข่าวและโปรโมชั่นที่ต้องการจะแก้ไข จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข/แก้ไขอย่างเร็ว/ถังขยะ/ดู) >> ให้คลิ๊ก “แก้ไขอย่างเร็ว” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-059

(3) จากนั้นท่านสามารถแก้ไขข่าว โปรโมชั่น หรือบทความ อย่างเร็ว (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-031

การแก้ไขข่าว โปรโมชั่น หรือบทความ เป็นการแก้ไขในหัวข้อดังต่อไปนี้
+ หัวข้อ : สำหรับใส่ชื่อของข่าว โปรโมชั่น หรือบทความ
+ Slug : สำหรับใส่ข้อความเพื่อที่จะให้ปรากฏในส่วนท้ายของ URL
+ วันที่ : สำหรับใส่วันที่ เดือน, วัน, ปี @ ชั่วโมง : นาที
+ ผู้เขียน : สำหรับใส่ชื่อผู้เขียน
+ รหัสผ่าน : สำหรับใส่รหัสผ่าน
+ หมวดหมู่ : สำหรับระบุหมวดหมู่
+ ป้ายกำกับ : สำหรับใส่ป้ายกำกับ
+ สถานะ : สำหรับกำหนดสถานะการเผยแพร่ ได้แก่ เผยแพร่ / รอคอยการตรวจสอบ / ฉบับร่าง
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊ก “อัปเดท”

 
 

3.3 การลบข่าวและโปรโมชั่น
มี 2 วิธี ดังนี้
3,3.1 การลบข่าวและโปรโมชั่นแบบชั่วคราว
3.3.2 การลบข่าวและโปรโมชั่นแบบถาวร

 
 

3.3.1 การลบข่าวและโปรโมชั่นแบบชั่วคราว เป็นการย้ายข่าว โปรโมชั่น หรือบทความมาเก็บไว้ที่ถังขยะ โดยยังไม่ลบออกจากระบบ สามารถเรียกกลับมาใช้งานได้อีก

การลบข่าวและโปรโมชั่นแบบชั่วคราว มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ข่าวและโปรโมชั่น” >> และคลิ๊ก “ข่าวและโปรโมชั่น”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

(2) ระบบจะแสดงข่าวและโปรโมชั่นทั้งหมดที่มีอยู่ จากนั้นให้วางเม้าส์บนข่าวและโปรโมชั่นที่ต้องการจะแก้ไข จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข/แก้ไขอย่างเร็ว/ถังขยะ/ดู) >> ให้คลิ๊ก “ถังขยะ” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-059

(3) ข่าวและโปรโมชั่นที่ลบจะถูกย้ายไปอยู่ใน “ถังขยะ” โดยไม่ถูกลบออกจากระบบในทันที ดังนั้น ท่านจึงสามารถกู้คืนข่าวและโปรโมชั่นที่อยู่ใน “ถังขยะ” กลับมาใช้งานใหม่ได้ โดยคลิ๊กที่ “ถังขยะ” >> วางเม้าส์บนข่าวและโปรโมชั่นที่ต้องการกู้คืน จะพบแถบเครื่องมือ (กู้คืน/ลบอย่างถาวร) จากนั้นให้คลิ๊ก “กู้คืน”
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-059

ข่าว โปรโมชั่น หรือบทความที่กู้คืนจะไม่พบในถังขยะแต่จะย้ายกลับไปที่เดิม ซึ่งสามารถตรวจสอบข่าว โปรโมชั่น หรือบทความที่กู้คืนได้โดยคลิ๊กที่ “ข่าวและโปรโมชั่น”

 
 

3.3.2 การลบข่าวและโปรโมชั่นแบบถาวร เป็นการลบข่าว โปรโมชั่น หรือบทความออกจากระบบอย่างถาวร เมื่อลบถาวรแล้วจะไม่สามารถเรียกกลับมาใช้งานได้อีก

การลบข่าวและโปรโมชั่นแบบถาวร มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ข่าวและโปรโมชั่น” >> และคลิ๊ก “ข่าวและโปรโมชั่น”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-037

(2) ระบบจะแสดงข่าวและโปรโมชั่นทั้งหมดที่มีอยู่ จากนั้นให้วางเม้าส์บนข่าวและโปรโมชั่นที่ต้องการจะแก้ไข จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข/แก้ไขอย่างเร็ว/ถังขยะ/ดู) >> ให้คลิ๊ก “ถังขยะ” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-059

(3) ข่าว โปรโมชั่น หรือบทความที่ลบจะถูกย้ายไปอยู่ใน “ถังขยะ” ท่านสามารถลบอย่างถาวรได้ โดยคลิ๊กที่ “ถังขยะ” >> แล้ววางเม้าส์บนข่าว โปรโมชั่น หรือบทความที่ต้องการลบอย่างถาวร จะปรากฏแถบเครื่องมือ (กู้คืน/ลบอย่างถาวร) จากนั้นให้คลิ๊ก “ลบอย่างถาวร” >> ให้คลิ๊ก “ลบอย่างถาวร” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-059
ข่าว โปรโมชั่น หรือบทความนั้นจะถูกลบออกจากระบบอย่างถาวร ไม่สามารถเรียกกลับมาใช้งานได้อีกต่อไป

 
 

4. ความเห็น เป็นเมนูเครื่องมือสำหรับการดูรายละเอียดความเห็น และจัดการความเห็นที่เกี่ยวกับร้านออนไลน์ของท่าน
โดยในหน้า “ความเห็น” จะมีรายละเอียดเกี่ยวกับความเห็น ได้แก่ ผู้เขียน, ความเห็น, เพื่อตอบกลับ

การจัดการความเห็น มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้คลิ๊กที่เมนู “ความเห็น” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-059

(2) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “ความเห็น” ซึ่งจะแสดงหัวข้อความเห็นของผู้ใช้งานไว้ หากท่านต้องการจัดการความเห็นหัวข้อใด ให้วางเม้าส์บนหัวข้อความเห็นที่จะจัดการ ท่านจะเห็นแถบเครื่องมือ (ไม่อนุมัติ / ตอบกลับ / แก้ไขอย่างเร็ว / แก้ไข / ความเห็นสแปม / ถังขยะ)
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-060

(3) จากนั้นเลือก ไม่อนุมัติ / ตอบกลับ / แก้ไขอย่างเร็ว / แก้ไข / ความเห็นสแปม / ถังขยะ
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊กปุ่ม “อัพเดท” ที่อยู่ด้านขวามือ

กรณีเลือก “แก้ไข” ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “แก้ไขความเห็น” ซึ่งท่านสามารถแก้ไขรายละเอียด ได้แก่ ชื่อ, อีเมล์, URL
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-061

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว จากนั้นจึงกำหนดสถานะ (อนุมัติ/รอคอยการตรวจสอบ/ความเห็นสแปม) แล้วคลิ๊กปุ่ม “อัปเดท”

 
 

5. รูปแบบร้านออนไลน์
“รูปแบบร้านออนไลน์” เป็นเมนูเครื่องมือสำหรับจัดการและตกแต่งหน้าร้านออนไลน์ ประกอบด้วยเครื่องมือหลักดังนี้
5.1 แต่งร้านออนไลน์
5.2 เมนู
5.3 วิดเจ็ต
5.4 Revolution Slider
5.5 ปรับแต่ง

 
 

5.1 แต่งร้านออนไลน์
เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจในการใช้งานเครื่องมือตกแต่งร้านออนไลน์ที่กล่าวมาข้างต้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ใช้งานจะต้องทำความรู้จักส่วนประกอบของเว็บไซต์ร้านออนไลน์ ดังนี้

เค้าโครงส่วนประกอบของหน้าเว็บ มี 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่
Header คือส่วนหัว อยู่ในตำแหน่งตอนบนสุดของหน้าเว็บ ซึ่งผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์จะมองเห็นก่อนบริเวณอื่น จึงเป็นตำแหน่งที่เหมาะสำหรับการแสดงเนื้อหาเพื่อดึงดูดความสนใจและสร้างความประทับใจแก่ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ ในตำแหน่งนี้ส่วนใหญ่นิยมวางโลโก้ ชื่อเว็บไซต์ และเมนูหลัก (main menu) หรือลิงค์ (Navigation Bar) เป็นจุดเชื่อมโยงไปสู่เนื้อหาของเว็บไซต์

Body คือส่วนเนื้อหา อยู่ในตำแหน่งตอนกลางหน้า ประกอบด้วย ส่วนที่เป็นเนื้อหา และส่วนที่เป็น Sidebar
+ เนื้อหา : เป็นส่วนที่ใช้แสดงเนื้อหาของเว็บ เช่น ข้อความ ตารางข้อมูล ภาพ วิดีโอ สำหรับการแสดงสินค้า หรือบทความที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น
แต่ในบางเว็บไซต์ก็อาจมีการวางเมนูหลักหรือเมนูเฉพาะกลุ่มไว้ในส่วนนี้ด้วย โดยมักวางไว้ด้านหน้าซ้ายมือสุดเพราะผู้เข้าชมสามารถมองเห็นได้ง่าย
+ sidebar : เป็นส่วนที่ใช้บรรจุ Widget ชุดคำสั่งต่าง ๆ ซึ่ง sidebar อาจจะอยู่ด้านซ้ายมือหรือขวามือ หรือทั้งสองด้านก็ได้ หรืออาจจะไม่มีเลยก็ได้

Footer คือส่วนท้าย อยู่ในตำแหน่งด้านล่างสุดของหน้าเว็บ โดยทั่วไปมักวางระบบนำทางที่เป็นลิงค์ข้อความง่าย ๆ และอาจแสดงข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเนื้อหาภายในเว็บไซต์ เช่น เจ้าของเว็บไซต์, ข้อความแสดงลิขสิทธิ์, วิธีการติดต่อกับผู้ดูแลเว็บไซต์, คำแนะนำการใช้เว็บไซต์ เป็นต้น

ทั้งนี้ เว็บไซต์โดยทั่วไปมักจะกำหนดส่วน Header และ Footer ให้เหมือนกันทุกหน้า

รูปส่วนประกอบของหน้าเว็บร้านออนไลน์

Untitled-062

 

เมื่อรู้จักกับหน้าตาส่วนประกอบของเว็บไซต์เรียบร้อยแล้ว ในการเข้าตกแต่งร้านออนไลน์ จะเห็นว่าในแถบเมนูเครื่องมือ “แต่งร้านออนไลน์” มีเครื่องมือย่อยประกอบด้วย
5.1.1 HEADER (ส่วนหัว)
5.1.2 FOOTER (ส่วนท้าย)
5.1.3 ADS (โฆษณา)
5.1.4 LAYOUT SETTINGS (การตั้งค่า Layout)
5.1.5 MISC (เบ็ดเตล็ด)

 
 

5.1.1 HEADER เป็นเมนูเครื่องมือสำหรับการจัดการตกแต่ง HEADER ของเว็บหรือร้านออนไลน์
Header คือส่วนหัว อยู่ในตำแหน่งตอนบนสุดของหน้าเว็บ ซึ่งผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์จะมองเห็นก่อนบริเวณอื่น จึงเป็นตำแหน่งที่เหมาะสำหรับการแสดงเนื้อหาเพื่อดึงดูดความสนใจและสร้างความประทับใจแก่ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ ในตำแหน่งนี้ส่วนใหญ่นิยมวางโลโก้ ชื่อเว็บไซต์ และเมนูหลัก (main menu) หรือลิงค์ (Navigation Bar) เป็นจุดเชื่อมโยงไปสู่เนื้อหาของเว็บไซต์

การตกแต่ง HEADER มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “รูปแบบร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “แต่งร้านออนไลน์” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-059

(2) คลิ๊กหัวข้อ “Header” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-063

(3) จากนั้นให้ระบุรายละเอียด ในหัวข้อดังต่อไปนี้
1. Header style
2. Top MENU (black one)
3. Main MENU
4. Logo
5. iOS Bookmarklet

 
 

5.1.1.1 การตกแต่ง HEADER STYLE เป็นการจัดการรูปแบบของหัวเรื่องของเว็บหรือร้านออนไลน์ มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “รูปแบบร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “แต่งร้านออนไลน์” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-059

(2) คลิ๊กหัวข้อ “Header” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-063

(3) จากนั้นให้เลือกรูปแบบของ Header โดยเลือกจากรูปแบบการจัดเรียงหัวเรื่องที่กำหนดไว้ 6 รูปแบบ ได้แก่
+ Style 1 : (logo + menu)
+ Style 2 : (text logo + ad) + menu
+ Style 3 : (full width logo) + menu
+ Style 4 : menu + (logo + ad)
+ Style 5 : menu + (text logo + ad)
+ Style 6 : menu + (full width logo)
TRANSPARENT HEADER : สำหรับการจัดการหัวข้อเรื่องให้ไม่มีพื้นหลัง
HEADER ALIGNMENT UP/DOWN : สำหรับการจัดวางแนวของเมนูว่าจะให้อยู่ในระดับใด จะให้เลื่อนขึ้นข้างบนหรือลงข้างล่างในสัดส่วนเท่าใด
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้คลิ๊ก “SAVE SETTINGS”


 
 

5.1.1.2 Top MENU (black one) เป็นการจัดการเมนูที่อยู่แถวบนสุดของหน้าเว็บหรือร้านออนไลน์ มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “รูปแบบร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “แต่งร้านออนไลน์” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-059

(2) คลิ๊กหัวข้อ “Top MENU (black one)” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-064

(3) จากนั้นให้ระบุรายละเอียด โดยเลือกดำเนินการดังนี้
+ TOP MENU : สำหรับเลือกที่จะแสดงหรือไม่แสดง Top menu
+ TOP MENU : สำหรับเลือกรูปแบบของ Top menu
+ SHOW DATE : สำหรับเลือกที่จะแสดงหรือไม่แสดงวันที่
+ DATE FORMAT : สำหรับเลือกรูปแบบของการแสดงวันที่
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้คลิ๊ก “SAVE SETTINGS”

 
 

5.1.1.3 Main MENU เป็นเมนูเครื่องมือสำหรับการจัดการเมนูหลักของเว็บหรือร้านออนไลน์ มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “รูปแบบร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “แต่งร้านออนไลน์” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-059

(2) คลิ๊กหัวข้อ “Main MENU” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-065

(3) จากนั้นให้ระบุรายละเอียดดังนี้
+ HEADER MENU (MAIN): สำหรับเลือกเมนู main header section
+ SWITCH MENU ICONS COLOR : สำหรับการปรับเปลี่ยนสีของ menu icons เป็นสีขาวหรือดำ
+ STICKY MENU : สำหรับกำหนดการแสดงหน้า header menu
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้คลิ๊ก “SAVE SETTINGS”

 
 

5.1.1.4 Logo เป็นเมนูเครื่องมือสำหรับการจัดการโลโก้ของเว็บหรือร้านออนไลน์ โดยสามารถอัพโหลดรูปภาพโลโก้ และเขียนคำแสดงคุณลักษณะของโลโก้ได้ มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “รูปแบบร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “แต่งร้านออนไลน์” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-059

(2) คลิ๊กหัวข้อ “Logo” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-066

(3) จากนั้นให้ระบุรายละเอียดดังนี้
+ LOGO UPLOAD : สำหรับอัพโหลดรูปโลโก้ขนาด 300 x 100px >> ภาพขนาดนี้เป็นขนาดมาตรฐานใช้สำหรับการแสดงในอุปกรณ์ทั่วไป
+ RETINA LOGO UPLOAD : สำหรับอัพโหลดรูปโลโก้ขนาด 600 x 200px >> ภาพขนาดนี้เป็นขนาดที่ใช้สำหรับการแสดงในอุปกรณ์ที่มีความละเอียดสูง อย่างอุปกรณ์ในตระกูล Apple
+ FAVICON : สำหรับอัพโหลดรูปโลโก้ขนาด 16 x 16px >> ภาพขนาดเล็กนี้จะใช้บน Favicon (favicon คือ Icon ขนาดเล็ก ที่วางอยู่ในตำแหน่งด้านหน้าของ Address bar/Tab ของ Browser การใส่โลโก้บน favicon จะทำให้ผู้ใช้งานบ่อย ๆ คุ้นเคย สร้างการรับรู้และจดจำได้เป็นอย่างดี)
+ LOGO ALT ATTRIBUTE : สำหรับใส่คำอธิบายโลโก้ หรือแสดงคำอธิบายรูปโลโก้ ซึ่งคำอธิบายในส่วนนี้จะปรากฏขึ้นเมื่อไม่มีการแสดงรูปโลโก้ หรือกรณีมีปัญหาไม่สามารถแสดงรูปโลโก้ได้
+ LOGO TITLE ATTRIBUTE : สำหรับใส่คำอธิบายโลโก้ ซึ่งคำอธิบายในส่วนนี้จะปรากฎขึ้นเมื่อมีการวางเม้าส์บนรูปโลโก้

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้คลิ๊ก “SAVE SETTINGS”

 
 

5.1.1.5 iOS Bookmarklet เป็นเมนูเครื่องมือสำหรับการอัพโหลดรูปภาพขนาดต่างๆ เพื่อใช้ในการสร้าง Icon เว็บและร้านออนไลน์บน Home Screen ของอุปกรณ์ IOS มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “รูปแบบร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “แต่งร้านออนไลน์” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-059

(2) คลิ๊กหัวข้อ “iOS Bookmarklet” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-067

(3) จากนั้นให้อัพโหลดไฟล์รูปภาพขนาดต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ (ควรไฟล์รูปภาพประเภทนามสกุล PNG (*.png) เพื่อให้ได้ Icon ที่มีคุณภาพที่ดี)
รูปภาพขนาด 76px X 76px
รูปภาพขนาด 114px X 114px
รูปภาพขนาด 120px X 120px
รูปภาพขนาด 144px X 144px
รูปภาพขนาด 152px X 152px
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้คลิ๊ก “SAVE SETTINGS”

(4) หลังจากนั้น ก็จะเป็นขั้นตอนในการสร้าง Icon บนอุปกรณ์ IOS โดยให้ดำเนินการบนอุปกรณ์ IOS ดังนี้
+ เปิดบราวเซอร์ Safari ขึ้นมา และเข้าไปที่เว็บหรือร้านออนไลน์ของท่าน
+ จากนั้นแตะที่ปุ่มลูกศรสำหรับแชร์ (แถบด้านล่างของ Safari) เลือก “Add to Home Screen”
+ ตั้งชื่อ Icon จากนั้นแตะ Add (เพิ่ม)
เพียงเท่านี้ เว็บหรือร้านออนไลน์ของท่าน ก็จะมี Icon อยู่ในหน้า Home Screen ของอุปกรณ์ IOS เพื่อการเรียกใช้งานที่ง่ายดาย สะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

 
 

5.1.2 FOOTER เป็นเมนูเครื่องมือสำหรับการจัดการ FOOTER
Footer คือส่วนท้าย อยู่ในตำแหน่งด้านล่างสุดของหน้าเว็บ โดยทั่วไปมักวางระบบนำทางที่เป็นลิงค์ข้อความง่าย ๆ และอาจแสดงข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเนื้อหาภายในเว็บไซต์ เช่น เจ้าของเว็บไซต์, ข้อความแสดงลิขสิทธิ์, วิธีการติดต่อกับผู้ดูแลเว็บไซต์, คำแนะนำการใช้เว็บไซต์ เป็นต้น

การตกแต่ง FOOTER มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “รูปแบบร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “แต่งร้านออนไลน์” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-059

(2) คลิ๊กหัวข้อ “FOOTER” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-068

(3) จากนั้นให้ระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้
+ LAYOUT : สำหรับกำหนด layout ของ Footer
+ FOOTER COPYRIGHT TEXT : สำหรับกำหนดข้อความแสดงลิขสิทธิ์
+ COPYRIGHT SYMBOL : สำหรับกำหนดการแสดงหรือไม่แสดงสัญลักษณ์แสดงลิขสิทธิ์
+ FOOTER MUNU : สำหรับเลือกรูปแบบเมนู Footer

 
 

5.1.3 ADS เป็นเมนูเครื่องมือสำหรับการจัดการโฆษณา

การตกแต่ง ADS มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “รูปแบบร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “แต่งร้านออนไลน์” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-059

(2) คลิ๊กหัวข้อ “ADS”
Untitled-069

(3) จากนั้นให้ระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้
+ Header ad : สำหรับการจัดการ Header ad (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-069

+ Sidebar ad : สำหรับการจัดการ Sidebar ad (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-069


 
 

5.1.4 BACKGROUND เป็นเมนูสำหรับการจัดการ Background

การตั้งค่า BACKGROUND มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “รูปแบบร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “แต่งร้านออนไลน์” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-059

(2) คลิ๊กหัวข้อ “BACKGROUND”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-078

(3) จากนั้นให้ระบุรายละเอียด ได้แก่
+ SITE BACKGROUND
+ REPEAT
+ POSITION
+ BACKGROUND ATTACHMENT
+ STRETCH BACKGROUND
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้คลิ๊ก “SAVE SETTINGS”

 
 

5.1.5 TRANSLATIONS เป็นเมนูสำหรับการจัดการคำแปล เพื่อระบุคำแปลของหัวข้อเรื่องที่ปรากฏบนหน้าเว็บไซต์ง

การตั้งค่า TRANSLATIONS มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “รูปแบบร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “แต่งร้านออนไลน์” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-059

(2) คลิ๊กหัวข้อ “TRANSLATIONS”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-080

(3) จากนั้นให้ระบุรายละเอียด TRANSLATIONS
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้คลิ๊ก “SAVE SETTINGS”

 
 

5.1.6 THEME COLORS เป็นเมนูสำหรับการตกแต่งเพิ่มเติมสีสันให้กับเว็บหรือร้านออนไลน์ด้วยธีมสีต่างๆ

การตั้งค่า THEME COLORS มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “รูปแบบร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “แต่งร้านออนไลน์” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-059

(2) คลิ๊กหัวข้อ “THEME COLORS” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-081

(3) จากนั้นให้ระบุรายละเอียด ได้แก่
+ THEME COLOR
+ BACKGROUND COLOR
+ TOP MENU COLOR
+ HEADER COLOR
+ LOGO TEXT COLOR
+ MENU BACKGROUND COLOR
+ LINK COLOR
+ LINK HOOVER COLOR
+ FOOTER COLOR
+ FOOTER TEXT COLOR
+ FOOTER BOTTOM COLOR
+ FOOTER BOTTOM TEXT COLOR
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้คลิ๊ก “SAVE SETTINGS”

 
 

5.1.7 CUSTOM CSS เป็นเมนูสำหรับจัดการเกี่ยวกับการแสดงผลบนเว็บไซต์

การตั้งค่า CUSTOM CSS มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “รูปแบบร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “แต่งร้านออนไลน์” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-059

(2) คลิ๊กหัวข้อ “CUSTOM CSS” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-083

(3) จากนั้นให้ระบุรายละเอียด ได้แก่
+ Custom CSS
+ Advanced CSS
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้คลิ๊ก “SAVE SETTINGS”

หมายเหตุ : CSS ย่อมาจาก Cascading Style Sheet เรียกโดยย่อว่า “สไตล์ชีท” คือภาษาที่ใช้เป็นส่วนของการจัดรูปแบบการแสดงผลเอกสาร HTML
โดยที่ CSS กำหนดกฏเกณฑ์ในการระบุรูปแบบ (หรือ “Style”) ของเนื้อหาในเอกสาร

 
 

5.1.8 ANALYTICS เป็นเมนูสำหรับจัดการ Analytics สำหรับโค๊ดของ Google
Google Analytic เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บสถิติและวิเคราะห์ข้อมูลผู้เข้าชมเว็บไซต์

การตั้งค่า ANALYTICS มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “รูปแบบร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “แต่งร้านออนไลน์” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-059

(2) คลิ๊กหัวข้อ “ANALYTICS”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-084

(3) จากนั้นให้ใส่ CODE ANALYTICS ในช่องที่กำหนดไว้
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้คลิ๊ก “SAVE SETTINGS”

 
 

5.1.9 RESPONSIVE SETTINGS เป็นเมนูสำหรับจัดการ Responsive settings หรือการตั้งค่าการตอบสนองต่อหน้าจออุปกรณ์

การตั้งค่า RESPONSIVE SETTINGS มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “รูปแบบร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “แต่งร้านออนไลน์” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-059

(2) คลิ๊กหัวข้อ “RESPONSIVE SETTINGS” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-085

(3) จากนั้นให้เลือกระบุ
+ Full responsive (1170px)
+ Full responsive (980px)
+ 980px fixed layout
+ 1107px fixed layout
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้คลิ๊ก “SAVE SETTINGS”


 
 

5.2 เมนู
ในเครื่องมือ “เมนู” สามารถดำเนินการดังนี้
5.2.1 การแก้ไขเมนู
5.2.2 การจัดการที่อยู่เมนู

 
 

5.2.1 การแก้ไขเมนู ใช้สำหรับการแก้ไขเมนู

การแก้ไขเมนู มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “รูปแบบร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “เมนู” (ดังรูปด้านล่าง)

Untitled-086

(2) ในหัวข้อ “แก้ไขเมนู” สามารถดำเนินการแก้ไขเมนูได้ (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-086

การแก้ไขรายละเอียดเมนู ทำได้ดังนี้
+ เลือกเมนูที่จะแก้ไข หรือ สร้างเมนูใหม่
+ หน้า : สำหรับเลือกรายการที่จะใส่ไว้ในเมนู เมื่อเลือกเสร็จแล้วให้คลิ๊ก “เพิ่มลงเมนู”
หน้าที่เลือกไว้จะปรากฎใน “โครงสร้างเมนู” ด้านขวามือ สามารถสลับลำดับจัดเรียงหัวข้อใหม่ได้โดยการคลิ๊กแล้วลากสลับกันได้เลย จากนั้นคลิ๊ก “บันทึกเมนู”
หน้าก็จะปรากฏในแถบเมนูบนหน้าเว็บ หากต้องการลบหน้านั้นออกจากเมนู ให้มาที่หน้า “โครงสร้างเมนู” แล้วคลิ๊กที่หน้านั้น จากนั้นเลือก “ลบเมนู”
+ เรื่อง : สำหรับเลือกเรื่องที่จะใส่ไว้ในเมนู เมื่อเลือกเสร็จแล้วให้คลิ๊ก “เพิ่มลงเมนู”
เรื่องที่เลือกไว้จะปรากฎใน “โครงสร้างเมนู” ด้านขวามือ สามารถสลับลำดับจัดเรียงหัวข้อใหม่ได้โดยการคลิ๊กแล้วลากสลับกันได้เลย จากนั้นคลิ๊ก “บันทึกเมนู”
เรื่องก็จะปรากฏในแถบเมนูบนหน้าเว็บ หากต้องการลบเรื่องนั้นออกจากเมนู ให้มาที่หน้า “โครงสร้างเมนู” แล้วคลิ๊กที่เรื่องนั้น จากนั้นเลือก “ลบเมนู”
+ สินค้า : สำหรับเลือกสินค้าที่จะใส่ไว้ในเมนู เมื่อเลือกเสร็จแล้วให้คลิ๊ก “เพิ่มลงเมนู”
สินค้าที่เลือกไว้จะปรากฎใน “โครงสร้างเมนู” ด้านขวามือ สามารถสลับลำดับจัดเรียงหัวข้อใหม่ได้โดยการคลิ๊กแล้วลากสลับกันได้เลย จากนั้นคลิ๊ก “บันทึกเมนู”
สินค้าก็จะปรากฏในแถบเมนูบนหน้าเว็บ หากต้องการลบสินค้านั้นออกจากเมนู ให้มาที่หน้า “โครงสร้างเมนู” แล้วคลิ๊กที่สินค้านั้น จากนั้นเลือก “ลบเมนู”
+ ลิงก์ : สำหรับระบุลิงก์ที่จะใส่ไว้ในเมนู เมื่อเลือกเสร็จแล้วให้คลิ๊ก “เพิ่มลงเมนู”
ลิงก์ที่เลือกไว้จะปรากฎใน “โครงสร้างเมนู” ด้านขวามือ สามารถสลับลำดับจัดเรียงหัวข้อใหม่ได้โดยการคลิ๊กแล้วลากสลับกันได้เลย จากนั้นคลิ๊ก “บันทึกเมนู”
ลิงก์ก็จะปรากฏในแถบเมนูบนหน้าเว็บ หากต้องการลบลิงก์นั้นออกจากเมนู ให้มาที่หน้า “โครงสร้างเมนู” แล้วคลิ๊กที่ลิงก์นั้น จากนั้นเลือก “ลบเมนู”
+ หมวดหมู่ : สำหรับเลือกหมวดหมู่ที่จะใส่ไว้ในเมนู เมื่อเลือกเสร็จแล้วให้คลิ๊ก “เพิ่มลงเมนู”
หมวดหมู่ที่เลือกไว้จะปรากฎใน “โครงสร้างเมนู” ด้านขวามือ สามารถสลับลำดับจัดเรียงหัวข้อใหม่ได้โดยการคลิ๊กแล้วลากสลับกันได้เลย จากนั้นคลิ๊ก “บันทึกเมนู”
หมวดหมู่ก็จะปรากฏในแถบเมนูบนหน้าเว็บ หากต้องการลบหมวดหมู่นั้นออกจากเมนู ให้มาที่หน้า “โครงสร้างเมนู” แล้วที่คลิ๊กหมวดหมู่นั้น จากนั้นเลือก “ลบเมนู”
+ ป้ายกำกับ : สำหรับเลือกป้ายกำกับที่จะใส่ไว้ในเมนู เมื่อเลือกเสร็จแล้วให้คลิ๊ก “เพิ่มลงเมนู”
ป้ายกำกับที่เลือกไว้จะปรากฎใน “โครงสร้างเมนู” ด้านขวามือ สามารถสลับลำดับจัดเรียงหัวข้อใหม่ได้โดยการคลิ๊กแล้วลากสลับกันได้เลย จากนั้นคลิ๊ก “บันทึกเมนู”
ป้ายกำกับก็จะปรากฏในแถบเมนูบนหน้าเว็บ หากต้องการลบป้ายกำกับนั้นออกจากเมนู ให้มาที่หน้า “โครงสร้างเมนู” แล้วที่คลิ๊กป้ายกำกับนั้น จากนั้นเลือก “ลบเมนู”
+ รูปแบบ : สำหรับเลือกรูปแบบที่จะใส่ไว้ในเมนู เมื่อเลือกเสร็จแล้วให้คลิ๊ก “เพิ่มลงเมนู”
รูปแบบที่เลือกไว้จะปรากฎใน “โครงสร้างเมนู” ด้านขวามือ สามารถสลับลำดับจัดเรียงหัวข้อใหม่ได้โดยการคลิ๊กแล้วลากสลับกันได้เลย จากนั้นคลิ๊ก “บันทึกเมนู”
รูปแบบก็จะปรากฏในแถบเมนูบนหน้าเว็บ หากต้องการลบรูปแบบนั้นออกจากเมนู ให้มาที่หน้า “โครงสร้างเมนู” แล้วคลิ๊กที่รูปแบบนั้น จากนั้นเลือก “ลบเมนู”
+ หมวดหมู่สินค้า : สำหรับเลือกหมวดหมู่ที่จะใส่ไว้ในเมนู เมื่อเลือกเสร็จแล้วให้คลิ๊ก “เพิ่มลงเมนู”
หมวดหมู่สินค้าที่เลือกไว้จะปรากฎใน “โครงสร้างเมนู” ด้านขวามือ สามารถสลับลำดับจัดเรียงหัวข้อใหม่ได้โดยการคลิ๊กแล้วลากสลับกันได้เลย จากนั้นคลิ๊ก “บันทึกเมนู”
หมวดหมู่สินค้าก็จะปรากฏในแถบเมนูบนหน้าเว็บ หากต้องการลบหมวดหมู่สินค้านั้นออกจากเมนู ให้มาที่หน้า “โครงสร้างเมนู” แล้วคลิ๊กที่หมวดหมู่สินค้านั้น จากนั้นเลือก “ลบเมนู”

 
 

5.2.2 การจัดการที่อยู่เมนู เป็นเครื่องมือสำหรับการจัดการที่อยู่หรือตำแหน่งที่จะวางเมนู

การจัดการที่อยู่เมนู มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “รูปแบบร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “เมนู” (ดังรูปด้านล่าง)

Untitled-086

(2) จากนั้นคลิ๊กที่หัวข้อ “จัดการที่อยู่” ท่านสามารถเลือกกำหนดเมนูสำหรับวางในตำแหน่ง Top Header Menu , Header Menu (main) และ Footer Menu ได้
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-087


 
 

5.3 วิดเจ็ต เป็นเมนูเครื่องมือสำหรับการจัดการวิดเจ็ต (ชุดคำสั่งหรือแอปพลิเคชั่นขนาดเล็ก)

วิดเจ็ต คือ ชุดคำสั่ง หรือโปรแกรมขนาดเล็กสำหรับการควบคุมการทำงาน หรือเป็นแอปพลิเคชั่นขนาดเล็กที่มีประโยชน์ในแง่ที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงฟังก์ชั่นหรือข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว และด้วยเหตุที่วิดเจ็ตเป็นแอปพลิเคชั่นที่สามารถสร้างให้มีสีสันที่สวยงามได้ จึงทำให้เว็บไซต์ต่าง ๆ นิยมตกแต่งหน้าเว็บด้วยวิดเจ็ตเพื่อสร้างความน่าสนใจให้กับเว็บไซต์ด้วย

โดยทั่วไปมักมีการนำวิดเจ็ตไปวางไว้ที่ตำแหน่ง Sidebar ของเว็บไซต์ ดังนั้น ในส่วน Sidebar ของเว็บไซต์จึงเป็นตำแหน่งที่จะแสดงผลวิดเจ็ต

การจัดการวิดเจ็ต แบ่งเป็น
5.3.1 การใส่วิดเจ็ตและการลบวิดเจ็ต
5.3.2 การปิดการใช้งานวิดเจ็ต

 
 

5.3.1 การใส่วิดเจ็ตและการลบวิดเจ็ต มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “รูปแบบร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “วิดเจ็ต”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-088

(2) ระบบจะแสดงหัวข้อ “Widgets ที่ใช้งานได้” และ”Widgets ที่ไม่ได้ใช้งาน” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-088

โดยในหัวข้อ“Widgets ที่ใช้งานได้” จะมีรายชื่อวิดเจ็ตที่ใช้งานได้ทั้งหมด ท่านสามารถเลือกใช้งานวิดเจ็ตตัวใดก็ได้
หากท่านต้องการเลือกวิดเจ็ตตัวใด ก็ให้คลิ๊กที่วิดเจ็ตตัวนั้น ซึ่งจะมีแถบเมนูขึ้นมาให้เลือกระบุตำแหน่งที่จะวางวิดเจ็ต ได้แก่ default, Top right(social), Footer 1, Footer 2, Footer 3 เมื่อระบุตำแหน่งสำหรับวางวิดเจ็ตแล้ว ให้คลิ๊ก “เพิ่มวิดเจ็ต”
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-088

(3) จากนั้นให้สังเกตด้านขวามือ วิดเว็ตที่เลือกจะปรากฎในหัวข้อตำแหน่งที่ระบุไว้ (default, Top right(social), Footer 1, Footer 2, Footer 3)
เช่น กรณีเลือกวางวิดเจ็ตไว้บนตำแหน่ง default เมื่อคลิ๊กที่หัวข้อ default จะพบวิดเจ็ตที่เลือกไว้ (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-088

ในขั้นตอนนี้สามารถคลิ๊กที่วิดเจ็ตเพื่อระบุรายละเอียดและคลิ๊ก “บันทึก” วิตเจ็ตตัวนั้นก็จะปรากฏบนหน้าเว็บในตำแหน่งที่ระบุไว้
ทั้งนี้ หากต้องการลบวิดเจ็ตออก สามารถลบได้ในขั้นตอนนี้เช่นเดียวกันโดยคลิ๊ก “ลบ” และคลิ๊ก “บันทึก”

ตัวอย่างการใส่วิดเจ็ด : หากต้องการให้วิดเจ็ต “Email Newsletter” วางอยู่ในตำแหน่ง Footer 1 ให้คลิ๊กที่ “Email Newsletter” แล้วเลือก Footer 1 จากนั้นคลิ๊ก “เพิ่มวิดเจ็ต”
จากนั้นสังเกตที่หน้าจอด้านขวามือในหัวข้อ Footer 1 จะเห็นวิดเจ็ต “Email Newsletter”ปรากฏขึ้น ให้ใส่รายละเอียดของวิดเจ็ด แล้วคลิ๊ก “บันทึก” หรือหากต้องการลบวิตเจ็ต ให้คลิ๊ก “ลบ” และคลิ๊ก “บันทึก”

อนึ่ง เมื่อได้ดำเนินการใส่วิดเจ็ตลงในตำแหน่งที่ระบุไว้แล้ว ท่านสามารถปรับแต่งวิดเจ็ตได้อีกช่องทางหนึ่งคือ คลิ๊กที่เมนู “รูปแบบร้านออนไลน์” >> เลือก “ปรับแต่ง” >> คลิ๊ก “วิดเจ็ต”
(ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ในหัวข้อ 5.5.3 ปรับแต่งวิดเจ็ต)

 
 

5.3.2 การปิดการใช้งานวิดเจ็ต เป็นการปิดการใช้งานวิดเจ็ตหรือปิดการตั้งค่าวิตเจ็ต โดยไม่ได้เป็นการลบการตั้งค่าของวิดเจ็ตตัวนั้นแต่อย่างใด เพียงแต่วิตเจ็ตตัวนั้นจะถูกปิดการใช้งานไว้เท่านั้น
การปิดการใช้งานวิดเจ็ตสามารถทำได้โดยคลิ๊กและลากวิดเจ็ตตัวที่ต้องการปิดการใช้งานจากหัวข้อ “Widgets ที่ใช้งานได้” มาวางใต้หัวข้อ “Widgets ไม่ได้ใช้งาน”
ตัวอย่าง การปิดวิดเจ็ต “เรื่องล่าสุด” (ดังรูปด้านล่าง)

Untitled-088


 
 

5.4 ปรับแต่ง เป็นเมนูเครื่องมือสำหรับการจัดการปรับแต่งเว็บไซต์ร้านค้า
สามารถจัดการปรับแต่งได้ดังนี้
5.4.1 ปรับแต่งหัวข้อเว็บและคำโปรย
5.4.2 ปรับแต่งเมนูนำทาง
5.4.3 ปรับแต่งวิดเจ็ต
5.4.4 ปรับแต่งหน้าแรกปักหมุด
มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “รูปแบบร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “ปรับแต่ง”
Untitled-090
(2) เลือกหัวข้อที่ต้องการปรับแต่ง (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-090

 
 

5.4.1 ปรับแต่งหัวข้อเว็บและคำโปรย สำหรับการระบุหัวข้อเว็บไซต์และคำโปรย
มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “รูปแบบร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “ปรับแต่ง” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-090

(2) คลิ๊กหัวข้อ “หัวข้อเว็บและคำโปรย” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-090

(3) จากนั้นให้ระบุรายละเอียด ได้แก่
+ “หัวข้อเว็บไซต์” คือ ชื่อหน้าของเว็บเพจ ซึ่งจะแสดงผลเมื่อมีการวางเม้าส์บน web browser ที่ค้นหาเว็บเพจนั้น ๆ
+ “คำโปรย” คือ คำอธิบายโลโก้ของเว็บ หรือคำเชิญชวน จุดเด่นหรือใจความสำคัญของเว็บ เช่น Start you business ซึ่งคำโปรยจะแสดงผลคู่กับหัวข้อเว็บไซต์ ในกรณีที่มีการตั้งค่าให้แสดงโลโก้เป็นข้อความ (text)

 
 

5.4.2 ปรับแต่งเมนูนำทาง สำหรับเลือกรูปแบบเมนูที่จะให้ปรากฏบน Top Header Menu, Header Menu (main)และ Footer Munu
มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “รูปแบบร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “ปรับแต่ง” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-090

(2) คลิ๊กหัวข้อ “เมนูนำทาง” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-090

(3) จากนั้นให้เลือกรูปแบบเมนูที่จะให้ปรากฏบน Top Header Menu, Header Menu (main)และ Footer Munu

 
 

5.4.3 ปรับแต่งวิดเจ็ต สำหรับปรับแต่งวิดเจ็ตที่ปรากฏในตำแหน่งต่างๆ ได้แก่ default, Top right(social), Footer 1, Footer 2, Footer 3
มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “รูปแบบร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “ปรับแต่ง” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-090

(2) คลิ๊กหัวข้อ “วิดเจ็ต” ระบบจะนำสู่หน้าปรับแต่ง (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-090

(3) จากนั้นให้เลือกปรับแต่งวิดเจ็ตที่ปรากฏในตำแหน่งต่างๆ ได้แก่ default, Top right(social), Footer 1, Footer 2, Footer 3
นอกจากปรับแต่งวิดเจ็ตแล้ว ยังสามารถลบวิดเจ็ตออก และสามารถเพิ่มวิดเจ็ต รวมทั้งสามารถเรียงวิดเจ็ตใหม่ได้อีกด้วย
(ศึกษารายละเอียดการปรับแต่งวิดเจ็ตเพิ่มเติม ได้ในหัวข้อ 5.3)

 
 

5.4.4 ปรับแต่งหน้าแรกปักหมุด สำหรับกำหนดการแสดงผลในหน้าแรกของเว็บ โดยสามารถเลือก “เรื่องล่าสุดของคุณ” หรือ “หน้าคงที่”
มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “รูปแบบร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “ปรับแต่ง” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-090

(2) คลิ๊กหัวข้อ “หน้าแรกปักหมุด” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-090

(3) จากนั้นให้กำหนดการแสดงผลในหน้าแรกของเว็บ โดยสามารถเลือก “เรื่องล่าสุดของคุณ” หรือ “หน้าคงที่”
+ “เรื่องล่าสุดของคุณ” คือ การกำหนดให้เรื่องล่าสุดที่ได้โพสไว้เป็นหน้าแรกของเว็บ
+ “หน้าคงที่” คือ การกำหนดให้หน้าใดหน้าหนึ่งเป็นหน้าแรกของเว็บ โดยเมื่อคลิ๊ก “หน้าคงที่” จะปรากฏหัวข้อ “หน้าแรก” ขึ้นมา ให้คลิ๊กที่ลูกศรชี้ลงเพื่อเลือกหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งเป็นหน้าแรก
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊กปุ่ม “บันทึกและเผยแพร่”

 
 

6. ตั้งค่าร้านออนไลน์
เป็นเมนูเครื่องมือสำหรับการตั้งค่าร้านออนไลน์ ในหัวข้อดังต่อไปนี้
6.1 คำสั่งซื้อ
6.2 คูปอง
6.3 รายงาน
6.4 การตั้งค่า

 
 

6.1 คำสั่งซื้อ เป็นการจัดการเกี่ยวกับคำสั่งซื้อ โดยเมื่อลูกค้าได้สั่งซื้อสินค้าจากร้านออนไลน์ คำสั่งซื้อของลูกค้าจะเข้ามาในเมนู “คำสั่งซื้อ”
การจัดการเมนู “คำสั่งซื้อ” สามารถจัดการได้ดังนี้
6.1.1 การดูรายละเอียดและจัดการคำสั่งซื้อ
6.1.2 การเพิ่มคำสั่งซื้อ (Add Order)

 
 

6.1.1 การดูรายละเอียดและจัดการคำสั่งซื้อ
มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “คำสั่งซื้อ”
Untitled-090

(2) ระบบจะแสดงรายการคำสั่งซื้อของลูกค้าทั้งหมด ท่านสามารถใช้ “ตัวกรอง” ในการเลือกดูคำสั่งซื้อของลูกค้าได้
เช่น ดูคำสั่งซื้อตามวันที่ทั้งหมดหรือตามเดือนที่ระบุไว้ หรือดูคำสั่งซื้อของลูกค้าทุกคน
สำหรับรายละเอียดคำสั่งซื้อ (เรียงลำดับจากซ้ายไปขวา) ท่านจะเห็นรายละเอียดคำสั่งซื้อ ได้แก่
+ สถานะ : คือ สถานะของการดำเนินการของเจ้าของร้านออนไลน์ว่าได้ดำเนินการกับคำสั่งซื้ออย่างไร (เรียบร้อยแล้ว, กำลังดำเนินการ)
+ คำสั่งซื้อ : คือ รายละเอียดของลูกค้าที่ซื้อ ได้แก่ ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ หรืออีเมลล์ เป็นต้น
+ Purchased : คือ จำนวนสินค้าที่ลูกค้าสั่งซื้อ
+ Ship to : คือ ข้อมูลที่อยู่สำหรับการจัดส่งสินค้า
+ ข้อความจากลูกค้า : คือ ข้อความที่ลูกค้าติดต่อกับร้าน
+ วันที่ซื้อ : คือ วันที่สั่งซื้อ
+ รวมทั้งหมด : คือ จำนวนเงินและการโอนเงิน
+ Action : คือ สถานะการดำเนินการ ในหัวข้อนี้ เจ้าของร้านสามารถเลือกกำหนดสถานะให้เป็น
“กำลังดำเนินการ” : ใช้ในกรณีที่เจ้าของร้านทราบคำสั่งซื้อและดูรายละเอียดคำสั่งซื้อแล้ว โดยเมื่อเลือกสถานะ “กำลังดำเนินการ” แล้ว ก็จะต้องไปตรวจสอบยอดเงินว่าลูกค้าได้โอนเงินเพื่อชำระราคาค่าสินค้าเรียบร้อยหรือยังด้วย
“Complete” : ใช้ในกรณีตรวจสอบแล้ว ลูกค้าโอนเงินชำระค่าสินค้าเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถเลือกสถานะ “Complete”
เมื่อเลือกสถานะแล้ว สถานะที่เลือกจะปรากฏที่ด้านซ้ายมือ และจะปรากฏที่ด้านบนด้วยในหัวข้อ “Processing” “Completed” ซึ่งในวงเล็บจะรวมจำนวนสถานะทั้งหมดไว้ด้วย
“ดู” : สำหรับดูรายละเอียดและแก้ไขรายละเอียดคำสั่งซื้อ

 
 

6.1.2 การเพิ่มคำสั่งซื้อ (Add Order) เป็นการเขียนคำสั่งซื้อเองโดยเจ้าของร้านออนไลน์ ใช้ในกรณีที่ลูกค้าสั่งสินค้าจากช่องทางอื่น เช่น กรณีลูกค้าสั่งซื้อสินค้าทางโทรศัพท์, ทาง Facebook, ทาง Line หรือทาง Social Media อื่น ๆ เป็นต้น
มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “คำสั่งซื้อ” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-090

(2) คลิ๊กเมนู “เพิ่มรายการสั่งซื้อ (Add Order)”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-091

(3) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “รายการสั่งซื้อใหม่”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-091

ในหน้า “รายการสั่งซื้อใหม่” สามารถระบุรายละเอียดดังนี้
+ รายละเอียดทั่วไป (General Details)
+ คำสั่งซื้อ (ชิ้น)
+ Downloadable Product Permissions
+ ช่องปรับแต่งใหม่ (Custom field)
+ คำสั่งซื้อ (Actions)
+ คำสั่งซื้อ (Note)

จากนั้นให้ระบุรายละเอียดของแต่ละหัวข้อดังต่อไปนี้
+ รายละเอียดทั่วไป (General Details) : รายละเอียดทั่วไป
Order date : ระบุวันที่และเวลาสั่งซื้อ
Order status : ระบุสถานะการสั่งซื้อ ได้แก่ รอชำระเงิน, กำลังดำเนินการ, หยุดไว้ชั่วคราว, เรียบร้อยแล้ว, ยกเลิก, คืนเงิน และไม่สำเร็จ
รายละเอียดที่อยู่ในใบเสร็จ : ระบุรายละเอียดที่อยู่ในใบเสร็จ ได้แก่ ชื่อจริงและนามสกุล, Company, Address 1, Address 2, เมือง, รหัสไปรษณีย์, ประเทศ, State/County, E-mail, โทรศัพท์, วิธีการชำระเงิน, Transaction ID
Shipping Details : ระบุรายละเอียดที่อยู่ในการจัดส่งสินค้า ซึ่งหากเป็นที่อยู่เดียวกันกับที่อยู่ในใบเสร็จสามารถเลือก “Copy from billing” ได้เลย

คำสั่งซื้อ (ชิ้น) : ในหัวข้อนี้ จะมีหัวข้อย่อย “Add line item(s), “Calculate Taxes” และ “Calculate Totlal”
กรณีคลิ๊กที่ “Add line item(s) สามารถเลือกคลิ๊ก “Add product(s)”, “Add fee”, “Add shipping cost” ดังนี้
+ Add product(s) สามารถค้นหาสินค้า และคลิ๊ก “Add” รายการสินค้าจะปรากฏในหน้า “Add New Order” ซึ่งท่านสามารถแก้ไขรายละเอียด จำนวนสินค้า ราคารวมทั้งหมดได้
+ Add fee สามารถระบุค่าธรรมเนียมได้
+ Add shipping cost สามารถระบุค่าใช้จ่ายในการจัดส่งสินค้าได้
+ การจัดส่ง : คือ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดเกี่่ยวกับการจัดส่งและส่งมอบสินค้า (บาท)
+ Fee : คือ ค่าธรรมเนียม
+ Order Discount : ส่วนลดหลังหักภาษี (บาท)
+ ยอดรวมคำสั่งซื้อ : (บาท)
+ คืนเงิน : ยอดการคืนเงิน (บาท)
จากนั้นคลิ๊ก “บันทึก”
กรณีคลิ๊กที่ “Calculate Taxes” การคำนวณภาษี ขึ้นอยู่กับประเทศของลูกค้า แต่ถ้าเกี่ยวกับการเรียกเก็บเงินหรือการจัดส่งสินค้าจะขึ้นอยู่กับประเทศที่เก็บรักษาสินค้า
กรณีคลิ๊กที่ “Calculate Total” คำนวณผลรวมขึ้นอยู่กับ รายการสั่งซื้อ ส่วนลดและ การจัดส่งสินค้า

Downloadable Product Permissions : สิทธิในการดาวน์โหลดสินค้า เป็นสิทธิสำหรับรายการสั่งซื้อ ซึ่งผู้สั่งซื้อจะได้รับโดยอัตโนมัติ เมื่อคำสั่งซื้อได้รับการเปลี่ยนแปลงสถานะเป็น กำลังดำเนินการ (Processing) / เสร็จสิ้น (Completed)
โดยสามารถค้นหาสินค้าที่สามารถดาวน์โหลดได้ แล้วคลิ๊ก “Grant Access”

Custom field : สำหรับเพิ่มช่องปรับแต่งใหม่ โดยเลือก “ชื่อ” และระบุ “ค่า” แล้วคลิ๊ก “เพิ่มใหม่”

+ คำสั่งซื้อ (Action) สามารถเลือกระบุการดำเนินการดังนี้
+ Actions : ดำเนินการ
+ New order : สั่งซื้อใหม่
+ Processing order : กำลังสั่งซื้อ
+ Completed order : สั่งซื้อเสร็จสิ้น
+ Customer invoice : ใบแจ้งหนี้ลูกค้า
+ Generate download permissions : สร้างสิทธิดาวน์โหลด
จากนั้น คลิ๊ก “Save order”

+ คำสั่งซื้อ (Note)
+ สามารถระบุข้อความเป็นบันทึกสำหรับการอ้างอิง หรือระบุข้อความที่ได้รับจากลูกค้า
+ จากนั้นเลือกว่าเป็น “Private note” หรือ “บันทึกจากลูกค้า” แล้วคลิ๊ก “Add”

 
 

6.2 คูปอง เป็นเมนูเครื่องมือสำหรับการจัดการคูปองส่วนลดของสินค้า เพื่อให้ลูกค้านำไปใช้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้าและบริการผ่านเว็บและร้านออนไลน์ของท่าน

การจัดการเมนูเครื่องมือ “คูปอง” สามารถทำได้ดังนี้
6.2.1 การสร้างคูปอง
6.2.2 การแก้ไขคูปอง

 
 

6.2.1 การสร้างคูปอง เป็นการสร้างหรือเพิ่มคูปองส่วนลดของสินค้าขึ้นมา เพื่อให้ลูกค้านำไปใช้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้าและบริการผ่านเว็บและร้านออนไลน์ของท่าน

“คูปอง” เป็นเครื่องมือส่งเสริมการขายที่ใช้ได้ง่ายและสะดวกจึงเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย เพื่อกระตุ้นยอดขายหรือกระตุ้นให้ลูกค้ามาซื้อสินค้ามากขึ้น รวมถึงเพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อสินค้าหลากหลายชิ้นมากขึ้นด้วย

การทำโปรโมชั่นส่งเสริมการขายสำหรับการซื้อขายสินค้าและบริการผ่านเว็บและร้านออนไลน์ของท่าน ท่านสามารถใช้วิธีการสร้างคูปองส่วนลดของสินค้าขึ้นมา เพื่อให้ลูกค้านำไปใช้เป็นส่วนลดในการซื้อขายสินค้าและบริการผ่านเว็บและร้านออนไลน์ของท่านได้
ซึ่งอาจสร้างคูปองส่วนลดได้ 4 ประเภท ได้แก่
(1) ส่วนลดสำหรับรถเข็นสินค้าเป็นจำนวนเงิน
(2) ส่วนลดสำหรับรถเข็นสินค้าเป็นเปอร์เซ็นต์
(3) ส่วนลดเฉพาะรายการสินค้าเป็นจำนวนเงิน
(4) ส่วนลดเฉพาะรายการสินค้าเป็นเปอร์เซ็นต์

การสร้างคูปองส่วนลดมี 2 ส่วนที่ต้องตั้งค่า คือ
6.2.1.1 การตั้งค่าเพื่อเปิดใช้งานคูปองส่วนลด
6.2.1.2 การตั้งค่าเพื่อสร้างคูปองส่วนลด

6.2.1.1 การตั้งค่าเพื่อเปิดใช้งานคูปองส่วนลด

การเปิดใช้งานคูปองส่วนลดเป็นขั้นตอนแรกที่จะต้องดำเนินการ เพราะหากไม่เปิดใช้งานคูปอง ระบบจัดการร้านจะไม่แสดงเมนูเครื่องมือ “คูปอง” เมื่อไม่มีเครื่องมือสร้างคูปอง ท่านจะไม่สามารถสร้างคูปองได้ ดังนั้น ท่านจะต้องเปิดใช้งานคูปองก่อน จึงจะเริ่มสร้างคูปองส่วนลดเพื่อส่งเสริมการขายได้

การตั้งค่าเพื่อเปิดใช้งานคูปองส่วนลด มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) จากนั้นคลิ๊กที่หัวข้อ “สั่งซื้อเดี๋ยวนี้” จะพบหัวข้อย่อย 4 หัวข้อ (Checkout Options/BACS/เช็ค/จ่ายเงินปลายทาง/PayPal) (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-099

(3) ให้คลิ๊กที่หัวข้อ “Checkout Options”(ดังรูปด้านล่าง)

Untitled-099

จากรูปข้างบน ในหัวข้อ “Checkout Options” >> ที่หัวข้อ “คูปอง” ให้คลิ๊กที่กล่อง check box เพื่อเปิดใช้งานคูปอง >> จากนั้นให้คลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง” เพียงเท่านี้ ก็เสร็จสิ้นการเปิดใช้งานคูปองแล้ว

ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น เมื่อท่านได้ทำการตั้งค่าเพื่อเปิดใช้งานคูปองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คือ
+ จะทำให้ระบบจัดการร้านแสดงเมนูเครื่องมือ “คูปอง” ในหน้าควบคุม ท่านจึงสามารถดำเนินการตั้งค่าเพื่อสร้างคูปองส่วนลดได้ทันที
+ จะทำให้หน้าเพจ Checkout (จุดชำระเงิน) แสดงปุ่ม “ใช้คูปอง” เพื่อให้ลูกค้าสามารถใส่รหัสจากคูปอง เพื่อหักส่วนลดก่อนคำนวณราคาที่ต้องชำระ แล้วนำไปชำระเงินได้

6.2.1.2 การตั้งค่าเพื่อสร้างคูปองส่วนลด

เมื่อเปิดใช้งานคูปองแล้ว ก็ถึงขั้นตอนของการตั้งค่าเพื่อสร้างคูปองส่วนลด ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “คูปอง”
Untitled-090

(2) ท่านสามารถสร้างคูปองใหม่โดยคลิ๊กที่ “เพิ่มคูปอง (Add Coupon)” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-092

(3) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “เพิ่มคูปอง (Add New Coupon) (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-092

ในหน้า “เพิ่มคูปอง (Add New Coupon) ให้ระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้

+ รหัสจากคูปอง : สำหรับระบุรหัสของคูปอง ซึ่งท่านสามารถกำหนดรหัสนี้ได้เอง เพื่อให้ลูกค้าใช้รหัสนี้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้าและบริการต่อไป
+ คำอธิบาย(ถ้ามี) (Description (optional)) : สำหรับระบุรายละเอียดของคูปอง
+ Coupon Data : ข้อมูลของคูปอง

+ ทั่วไป (General) : ข้อมูลทั่วไปของคูปอง ได้แก่
+ Discount type : เลือกรูปแบบของส่วนลด ได้แก่
++ส่วนลดสำหรับรถเข็น (Cart Discount) : ส่วนลดเป็นจำนวนเงินสำหรับรถเข็น
++ ส่วนลด % สำหรับรถเข็น ( Cart % Discount) : ส่วนลดเป็นเปอร์เซ็นต์สำหรับรถเข็นสินค้า
++ สินค้าลดราคา (Product Discount) : ส่วนลดเฉพาะรายการสินค้าเป็นจำนวนเงิน
++ สินค้าลดราคา % (Product % Discount) : ส่วนลดเฉพาะรายการสินค้าเป็นเปอร์เซ็น
+ Coupon amount : ระบุจำนวนคูปองที่จะให้เป็นส่วนลด
+ Allow free shipping : อนุญาตให้จัดส่งฟรี (เลือกกาเครื่องหมายที่ช่องนี้ หากอนุญาตให้จัดส่งฟรี)
+ Apply before tax : ระบุให้ใช้คูปองก่อนหักภาษี (เลือกกาเครื่องหมายที่ช่องนี้ หากอนุญาตให้ใช้คูปองก่อนคำนวณภาษี)
+ Coupon expiry date : ระบุวันหมดอายุใช้งานคูปอง

+ Usage Restriction : ขอบเขตการใช้คูปอง
+ Minimum spend : การใช้คูปองขั้นต่ำ ข้อมูลนี้จะช่วยตั้งค่าผลรวมขั้นต่ำในการใช้คูปอง
+ Maximum spent : การใช้คูปองสูดสุด ข้อมูลนี้จะช่วยตั้งค่าผลรวมขั้นสูงในการใช้คูปอง
+ individual us only : คลิ๊กที่กล่อง check box หากไม่อนุญาตให้ใช้ร่วมกับคูปองอื่น ๆ
+ Exclude sale items : คลิ๊กที่กล่อง check box หากอนุญาตให้ใช้คูปองร่วมกับสินค้าโปรโมชั่นหรือสินค้าส่งเสริมการขาย
(คูปองต่อรายการสินค้าจะใช้ได้ต่อเมื่อไม่มีสินค้ารายการใดเป็นสินค้าโปรโมชั่นหรือสินค้าส่งเสริมการขาย, คูปองต่อตะกร้าจะใช้ได้ต่อเมื่อในรถเข็นสินค้าไม่มีสินค้าโปรโมชั่นหรือสินค้าส่งเสริมการขาย)
+ สินค้า : ระบุสินค้าที่จำเป็นต้องอยู่ในรถเข็นสินค้าเพื่อการใช้คูปองนี้ หรือในกรณี “Product Discount”(ส่วนลดสินค้า) ที่เป็นสินค้าที่ได้ลดราคา
+ Exclude products : สินค้าที่ไม่สามารถใช้คูปองนี้ได้ หรือในกรณี”Product Discount”(ส่วนลดสินค้า) สินค้านั้นจะไม่ลดราคา
+ หมวดหมู่สินค้า : สินค้าที่อยู่ในหมวดหมู่ที่กำหนดไว้ จึงจะสามารถใช้คูปองนี้ได้ หรือในกรณี “Product Discount”(ส่วนลดสินค้า) ต้องเป็นสินค้าในหมวดหมู่ที่กำหนดไว้จึงจะได้รับส่วนลด
+ Exclude categories : สินค้าที่อยู่ในหมวดหมู่ที่กำหนดไว้ จะไม่สามารถใช้คูปองนี้ได้ หรือในกรณี “Product Discount”(ส่วนลดสินค้า) สินค้าในหมวดหมู่ที่กำหนดไว้จะไม่ได้รับส่วนลด
+ Email restriction : รายชื่ออีเมลล์ที่จะต้องมีการตรวจสอบกับอีเมลล์ใบเรียกเก็บเงินลูกค้าเมื่อมีการสั่งซื้อ (แยกแต่ละอีเมลล์ด้วยเครื่องหมายคอมม่า (,))

+ Usage Limits : ข้อจำกัดการใช้คูปอง
+ Usage limit per coupon : คูปองนี้สามารถใช้ได้กี่ครั้งก่อนวันหมดอายุ
+ Usage limit per user : คูปองนี้สามารถใช้ได้กี่ครั้งต่อผู้ใช้งานคนเดียว

เมื่อระบุรายละเอียดต่าง ๆ ของคูปองแล้ว ให้เลือกกำหนดสถานะการเผยแพร่คูปอง ดังนี้
+ สถานะ: เผยแพร่/รอคอยการตรวจสอบ/ฉบับร่าง (ฉบับร่าง ใช้ในกรณีที่เขียนยังไม่เสร็จหรือยังไม่เรียบร้อย โดยหน้าที่ถูกกำหนดสถานะให้เป็นฉบับร่างจะไม่แสดงบนหน้าร้านออนไลน์)
+ เห็นได้ : สาธารณะ/รหัสผ่านป้องกัน/ส่วนตัว
+ เผยแพร่ : เดือน วัน, ปี @ ชั่วโมง : นาที ที่จะเผยแพร่คูปอง

เมื่อดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว คลิ๊ก “อัปเดท”

ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดของคูปองที่ได้สร้างไว้แล้ว โดยคลิ๊กที่เมนู “คูปอง” ระบบจะแสดงคูปองที่ท่านได้สร้างไว้ทั้งหมด ซึ่งท่านสามารถแก้ไขคูปองได้โดยการวางเม้าส์ที่หัวข้อคูปองที่ได้สร้างไว้ จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข/Trash) ให้คลิ๊ก “แก้ไข”

สำหรับการจัดส่งรหัสคูปองเพื่อมอบให้ลูกค้านำมาใช้เป็นส่วนลดที่เว็บและร้านออนไลน์ของท่านนั้น อาจทำได้หลายวิธี เช่น การจัดส่งอีเมล์ให้ลูกค้าหรือสมาชิก, การสื่อสารโดยแจ้งผ่านหน้าเว็บและร้านออนไลน์ เป็นต้น ซึ่งการจะสื่อสารด้วยวิธีใดย่อมขึ้นอยู่กับแนวทางการสื่อสารการตลาดของเว็บและร้านออนไลน์ของท่านเป็นสำคัญ


 
 

6.2.2 การแก้ไขคูปอง เป็นการแก้ไขคูปองส่วนลดสินค้าที่ท่านได้สร้างขึ้นมาแล้ว
มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “คูปอง” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-092

(2) ท่านสามารถแก้ไขคูปอง โดยวางเม้าส์บนหัวข้อคูปองที่ต้องการแก้ไข จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข/Trash) >> จากนั้นเลือก “แก้ไข” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-092

(3) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “แก้ไขคูปอง” (Edit Coupon) (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-092

ในหน้า “แก้ไขคูปอง” (Edit Coupon) สามารถแก้ไขรายละเอียดดังต่อไปนี้

+ รหัสจากคูปอง : สำหรับระบุรหัสของคูปอง
+ Description (optional) : สำหรับระบุรายละเอียดของคูปอง
+ Coupon Data : ข้อมูลของคูปอง

+ General : ข้อมูลทั่วไปของคูปอง ได้แก่
+ Discount type : เลือกรูปแบบของส่วนลด ได้แก่ Cart Discount (ส่วนลดเป็นจำนวนเงินสำหรับรถเข็นสินค้า), Cart % Discount (ส่วนลดเป็นเปอร์เซ็นต์สำหรับรถเข็นสินค้า), Product Discount (ส่วนลดเฉพาะรายการสินค้าเป็นจำนวนเงิน), Product % Discount (ส่วนลดเฉพาะรายการสินค้าเป็นเปอร์เซ็นต์)
+ Coupon amount : จำนวนคูปอง
+ Allow free shipping : อนุญาตให้ฟรีค่าจัดส่ง (คลิ๊กที่กล่อง check box หากอนุญาตให้ลูกค้าที่ใช้คูปองส่วนลดได้สิทธิฟรีค่าจัดส่ง)
+ Apply before tax : ใช้คูปองก่อนหักภาษี (คลิ๊กที่กล่อง check box หากควรใช้คูปองก่อนคำนวณภาษี)
+ Coupon expiry date : วันหมดอายุใช้งานคูปอง

+ Usage Restriction : ขอบเขตการใช้คูปอง
+ Minimum spend : การใช้คูปองขั้นต่ำ
+ Maximum spend : การใช้คูปองสูดสุด
+ individual us only : คลิ๊กที่กล่อง check box หากไม่อนุญาตให้ใช้ร่วมกับคูปองอื่น ๆ
+ Exclude sale items : คลิ๊กที่กล่อง check box หากอนุญาตให้ใช้คูปองร่วมกับสินค้าโปรโมชั่นหรือสินค้าส่งเสริมการขาย (คูปองต่อรายการสินค้าจะใช้ได้ต่อเมื่อไม่มีสินค้ารายการใดเป็นสินค้าโปรโมชั่นหรือสินค้าส่งเสริมการขาย, คูปองต่อตะกร้าจะใช้ได้ต่อเมื่อในรถเข็นสินค้าไม่มีสินค้าโปรโมชั่นหรือสินค้าส่งเสริมการขาย)
+ สินค้า : ระบุสินค้าที่จำเป็นต้องอยู่ในรถเข็นสินค้าเพื่อการใช้คูปองนี้ หรือในกรณี “Product Discount”(ส่วนลดสินค้า) ที่เป็นสินค้าที่ได้ลดราคา
+ Exclude products : สินค้าที่ไม่สามารถใช้คูปองนี้ได้ หรือในกรณี”Product Discount”(ส่วนลดสินค้า) สินค้านั้นจะไม่ลดราคา
+ หมวดหมู่สินค้า : สินค้าที่อยู่ในหมวดหมู่ที่กำหนดไว้ จึงจะสามารถใช้คูปองนี้ได้ หรือในกรณี “Product Discount”(ส่วนลดสินค้า) ต้องเป็นสินค้าในหมวดหมู่ที่กำหนดไว้จึงจะได้รับส่วนลด
+ Exclude categories : สินค้าที่อยู่ในหมวดหมู่ที่กำหนดไว้ จะไม่สามารถใช้คูปองนี้ได้ หรือในกรณี “Product Discount”(ส่วนลดสินค้า) สินค้าในหมวดหมู่ที่กำหนดไว้จะไม่ได้รับส่วนลด
+ Email restriction : รายชื่ออีเมลล์ที่จะต้องมีการตรวจสอบกับอีเมลล์ใบเรียกเก็บเงินลูกค้าเมื่อมีการสั่งซื้อ (แยกแต่ละอีเมลล์ด้วยเครื่องหมายคอมม่า (,))

+ Usage Limits : ข้อจำกัดการใช้คูปอง
+ Usage limit per coupon : คูปองนี้สามารถใช้ได้กี่ครั้งก่อนวันหมดอายุ
+ Usage limit per user : ลูกค้า 1 คนสามารถใช้คูปองนี้ได้กี่ครั้ง

เมื่อแก้ไขรายละเอียดต่าง ๆ ของคูปองแล้ว ให้เลือกกำหนดสถานะการเผยแพร่คูปอง ดังนี้
+ สถานะ: เผยแพร่/รอคอยการตรวจสอบ/ฉบับร่าง (ฉบับร่าง ใช้ในกรณีที่เขียนยังไม่เสร็จหรือยังไม่เรียบร้อย โดยหน้าที่ถูกกำหนดสถานะให้เป็นฉบับร่างจะไม่แสดงบนหน้าร้านออนไลน์)
+ เห็นได้ : สาธารณะ/รหัสผ่านป้องกัน/ส่วนตัว
+ เผยแพร่ : เดือน วัน, ปี @ ชั่วโมง : นาที

เมื่อดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว คลิ๊ก “อัปเดท”
ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดของคูปองที่ได้แก้ไขแล้ว โดยคลิ๊กที่เมนู “คูปอง”

 
 

6.3 รายงาน
เป็นเมนูเครื่องมือสำหรับการจัดการรายงาน โดยสามารถเลือกประเภทรายงาน 3 ประเภท ได้แก่
6.3.1 รายงานคำสั่งซื้อ
6.3.2 รายงาน Customers
6.3.3 รายงาน Stock สินค้า

 
 

6.3.1 รายงานคำสั่งซื้อ เป็นเมนูสำหรับดูรายงานคำสั่งซื้อ
การดูรายงานคำสั่งซื้อ มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “รายงาน” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-093

(2) ระบบจะนำเข้าสู่หน้ารายงาน ซึ่งมีรายงาน 3 ประเภท ( คำสั่งซื้อ, Customers และ สต็อก ) ให้คลิ๊กหัวข้อ “คำสั่งซื้อ” เพื่อดูรายงานคำสั่งซื้อ (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-093

(3) ในหัวข้อ “คำสั่งซื้อ” จะมีหัวข้อย่อย 4 หัวข้อ (Sales by date/ Sales by product/ Sales by category/ Coupons by date) (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-093
Untitled-093
Untitled-093
Untitled-093
Untitled-093

ท่านสามารถเลือกดูรายงานคำสั่งซื้อใน 4 หัวข้อย่อยดังกล่าว ดังนี้
Sales by date : รายงานการขายสินค้าตามวันที่
สามารถระบุช่วงของระยะเวลาที่ต้องการให้แสดงยอดขายได้ โดยเลือก Year(ปี), Last Month(เดือนล่าสุด), This Month(เดือนนี้), Last 7 Days(7 วันล่าสุด), หรือระบุช่วงเวลาแล้วคลิ๊ก “Go” ซึ่งระบบจะแสดงข้อมูลเป็นกราฟ พร้อมข้อมูลดังต่อไปนี้
+ sales in this period
+ average monthly sales
+ orders placed
+ items purchased
+ in refunds
+ charged for shipping
+ worth of coupons used
สำหรับกรณีที่ต้องการให้แสดงข้อมูลรายงานการขายสินค้าเป็นไฟล์ Excel ก็สามารถทำได้ง่าย ๆ โดยเลือกระบุช่วงเวลา แล้วคลิ๊กที่ปุ่ม “Export CSV”
ซึ่งอยู่ตรงมุมด้านขวามือ ระบบจะบันทึกข้อมูลเป็นไฟล์ Excel สามารถสั่งพิมพ์ข้อมูลดังกล่าวนี้มาเก็บไว้ในแฟ้มข้อมูลได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

Sales by product : รายงานการขายตามสินค้า
สามารถระบุช่วงของระยะเวลาที่ต้องการให้แสดงยอดขายได้ โดยเลือก Year(ปี), Last Month(เดือนล่าสุด), This Month(เดือนนี้),
Last 7 Days(7 วันล่าสุด), หรือระบุช่วงเวลาแล้วคลิ๊ก “Go”
ซึ่งระบบจะแสดงข้อมูลดังต่อไปนี้
+ Product Search : สำหรับค้นหาสินค้าเพื่อให้แสดงผล
+ Top Sellers : แสดงสินค้าที่ขายดีที่สุด
+ Top Earners : แสดงผลตอบแทนที่ได้รับสูงสุด

Sales by category : รายงานการขายสินค้าตามหมวดหมู่
สามารถระบุช่วงของระยะเวลาที่ต้องการให้แสดงยอดขายสินค้าตามหมวดหมู่ได้ โดยเลือก Year(ปี), Last Month(เดือนล่าสุด), This Month(เดือนนี้), Last 7 Days(7 วันล่าสุด), หรือระบุช่วงเวลาแล้วคลิ๊ก “Go”
ซึ่งระบบจะแสดงข้อมูลดังต่อไปนี้
+ หมวดหมู่ : สามารถเลือกค้นหาหมวดหมู่ หรืออาจเลือกหมวดหมู่ทั้งหมดโดยเลือก “All”หรือเลือก “None” แล้วคลิ๊ก “แสดง”

Coupons by date : รายงานเกี่ยวกับคูปองตามวันที่
สามารถระบุช่วงของระยะเวลาที่ต้องการให้แสดงรายงานเกี่ยวกับคูปองได้ โดยเลือก Year(ปี), Last Month(เดือนล่าสุด), This Month(เดือนนี้), Last 7 Days(7 วันล่าสุด), หรือระบุช่วงเวลาแล้วคลิ๊ก “Go”
ซึ่งระบบจะแสดงข้อมูลเป็นกราฟ พร้อมข้อมูลดังต่อไปนี้
+ discounts in total
+ coupons used in total
+ Filter by coupon
+ Most Popular
+ Most Discount
สำหรับกรณีที่ต้องการให้แสดงข้อมูลรายงานเกี่ยวกับคูปองเป็นไฟล์ Excel ก็สามารถทำได้ง่าย ๆ โดยเลือกระบุช่วงเวลา แล้วคลิ๊กที่ปุ่ม “Export CSV” ซึ่งอยู่ตรงมุมด้านขวามือ ระบบจะบันทึกข้อมูลเป็นไฟล์ Excel สามารถสั่งพิมพ์ข้อมูลดังกล่าวนี้มาเก็บไว้ในแฟ้มข้อมูลได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

 
 

6.3.2 รายงาน Customers เป็นเมนูสำหรับดูรายงานข้อมูลลูกค้า

การดูรายงาน Customers มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “รายงาน” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-093

(2) ระบบจะนำเข้าสู่หน้ารายงาน ซึ่งมีรายงาน 3 ประเภท ( คำสั่งซื้อ, Customers และ สต็อก ) ให้คลิ๊กหัวข้อ “Customers” เพื่อดูรายงานข้อมูลลูกค้า (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-094

(3) ในหัวข้อ “Customers” จะมีหัวข้อย่อย 2 หัวข้อ (Customers vs. Guests / Customer List) (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-094
Untitled-094

ท่านสามารถเลือกดูรายงานข้อมูลลูกค้าใน 2 หัวข้อย่อยดังกล่าว ดังนี้
Customers vs. Guests : รายงานข้อมูลลูกค้าและผู้เยี่ยมชม
สามารถระบุช่วงของระยะเวลาที่ต้องการให้แสดงรายงานได้ โดยเลือก Year(ปี), Last Month(เดือนล่าสุด), This Month(เดือนนี้), Last 7 Days(7 วันล่าสุด), หรือระบุช่วงเวลาแล้วคลิ๊ก “Go”
ซึ่งระบบจะแสดง
+ signups in this period (การเข้าระบบในช่วงเวลานั้น)
+ กราฟแสดงจำนวน Customer Sales (การขายสินค้าให้ลูกค้า) และ Guest Sale (การขายสินค้าให้ผู้เยี่ยมชม)

Customer List : รายชื่อลูกค้า
ระบบจะแสดงรายชื่อลูกค้า โดยมีรายละเอียดได้แก่ Name(Last,First), ชื่อผู้ใช้, E-mail, Location, คำสั่งซื้อ, Spent, Last order, Actions
ทั้งนี้ ในส่วนของหัวข้อ “Actions” สามารถเลือกที่จะ “แก้ไข” หรือ “ดู” ได้

ในกรณีเลือก “แก้ไข” >> ในหน้า “แก้ไขผู้ใช้” ท่านสามารถแก้ไขรายชื่อลูกค้าในหัวข้อดังต่อไปนี้
ตัวเลือกส่วนตัว
+ แก้ไขมุมมอง : สามารถยกเลิกแก้ไขเสมือนจริงเมื่อกำลังได้ โดยการเลือกกาเครื่องหมายถูกที่ช่องนี้
+ Admin Color Scheme : สามารถระบุธีมสี ได้แก่ ค่าเริ่มต้น, สว่าง, สีฟ้า, กาแฟ, Ectoplasm, เที่ยงคืน, มหาสมุทร, อรุณรุ่ง, Ultimate
+ ปุ่มลัดคีย์บอร์ด : คลิ๊กที่กล่อง check box เพื่อใช้งานปุ่มลัดคีย์บอร์ดสำหรับการจัดการความเห็น
+ แถบเครื่องมือ : คลิ๊กที่กล่อง check box เพื่อแสดงแถบเครื่องมือเมื่อดูเว็บ
ชื่อ
+ ชื่อผู้ใช้ : ชื่อผู้ใช้นี้ไม่สามารถเปลี่ยนได้
+ บทบาท : สำหรับระบุบทบาทของผู้ใช้ ได้แก่ สมาชิกรับข่าว, Shop Manager, ผู้ตรวจทาน, Customer, ผู้สนับสนุน, ผู้เขียน, ผู้ควบคุมเว็บ
+ ชื่อ : สำหรับระบุชื่อจริง
+ นามสกุล : สำหรับระบุนามสกุล
+ ชื่อเล่น : ต้องระบุชื่อเล่น
+ ชื่อที่แสดงให้คนทั่วไปเห็น : สำหรับระบุชื่อให้คนทั่วไปเห็น
ข้อมูลติดต่อ
+ อีเมล : ต้องระบุอีเมล
+ เว็บไซท์ : สำหรับระบุชื่อเว็บไซท์
ข้อมูลผู้ใช้
+ ข้อมูลชีวประวัติ : สำหรับระบุชีวประวัติสั้น ๆ หรือข้อมูลส่วนตัว เพื่อแสดงให้คนอื่นได้เห็น
+ รหัสผ่านใหม่ : สำหรับกรณีต้องการเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่ ถ้าไม่เปลี่ยนก็ไม่ต้องใส่
+ ใส่รหัสผ่านใหม่อีกครั้ง : สำหรับกรณีต้องการเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่ ให้พิมพ์รหัสผ่านอีกครั้ง
SEO setting
+ Title to use for Author page
+ Meta description to use for Author page
+ Exclude user from Author sitemap
User Role Editor
+ Other Roles
Customer Billing Address : ที่อยู่สำหรับจัดส่งใบเรียกเก็บเงินลูกค้า
+ ชื่อจริง
+ นามสกุล
+ Company
+ Address 1
+ Address 2
+ เมือง
+ รหัสไปรษณีย์
+ State/County
+ ประเทศ
+ Telephone
+ E – mail
Customer Shipping Address : ที่อยู่สำหรับการจัดส่งสินค้าให้ลูกค้า
+ ชื่อจริง
+ นามสกุล
+ Company
+ Address 1
+ Address 2
+ เมือง
+ รหัสไปรษณีย์
+ State/County
+ ประเทศ
+ Telephone
+ E – mail
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊ก “อัปเดตผู้ใช้”

 
 

6.3.3 รายงาน Stock สินค้า เป็นเมนูสำหรับดูรายงาน Stock สินค้า
การดูรายงาน Stock สินค้า มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “รายงาน” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-093

(2) ระบบจะนำเข้าสู่หน้ารายงาน ซึ่งมีรายงาน 3 ประเภท ( คำสั่งซื้อ, Customers และ สต็อก ) ให้คลิ๊กหัวข้อ “สต๊อก”
เพื่อดูรายงานสต็อกสินค้า (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-095

(3) ในหัวข้อ “สต็อค” จะมีหัวข้อย่อย 3 หัวข้อ (Low in stock / สินค้าหมดแล้ว / Most Stocked) (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-095
Untitled-095
Untitled-095


 
 

6.4 การตั้งค่า
เป็นเมนูสำหรับการตั้งค่าในเรื่องต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
6.4.1 การตั้งค่าทั่วไป “General”
6.4.2 การตั้งค่า “สินค้า”
6.4.3 การตั้งค่า “ภาษี”
6.4.4 การตั้งค่า “สั่งซื้อเดี๋ยวนี้”
6.4.5 การตั้งค่า “การจัดส่ง”
6.4.6 การตั้งค่า “Accounts”
6.4.7 การตั้งค่า “E-mail”
6.4.8 การตั้งค่า “Webhooks”

 
 

6.4.1 การตั้งค่าทั่วไป “General” เป็นการตั้งค่าทั่ว ๆ ไปในการค้าขาย เช่น ที่ตั้งของธุรกิจ, กำหนดประเทศที่จะทำการค้าขาย, ระบุสกุลเงิน เป็นต้น

มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) จากนั้นคลิ๊ก “ทั่วไป” (General) (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

ในหัวข้อ “ทั่วไป” ท่านสามารถระบุรายละเอียดการตั้งค่า “ตัวเลือกทั่วไป” (General Options) ได้แก่
+ Base Location : สำหรับระบุสถานที่ตั้งของธุรกิจ ซึ่งจะใช้อัตราภาษีของประเทศที่ระบุไว้นี้
+ Selling Location(s) : สำหรับระบุประเทศที่จะทำการค้าขายด้วย ซึ่งสามารถเลือกขายกับทุกประเทศ “Sell to all contries” หรือขายเฉพาะบางประเทศ “Sell to specific countries only” โดยระบุชื่อประเทศ
โดยในกรณีเลือก “Sell to specific countries only” จะปรากฏแถบให้ระบุประเทศ : สามารถเลือกบางประเทศ หรือทั้งหมดโดยคลิ๊ก “Select all” หรือเลือกไม่มี “Select none”
+ Store Notice : คลิ๊กที่กล่อง check box เพื่อเปิดการใช้งาน site-wide store notice text
+ API : คลิ๊กที่กล่อง check box เพื่อเปิดการใช้งาน REST API
Currency Options : การตั้งค่า option นี้ จะส่งผลต่อราคาที่แสดงไว้ที่หน้าร้าน
+ Currency : สำหรับระบุสกุลเงิน
+ Currency Position : สำหรับระบุตำแหน่งสัญลักษณ์ของสกุลเงิน
+ Thousand Separator : สำหรับระบุเครื่องหมายคั่นราคาที่ 1,000 บาท
+ Decimal Separator : สำหรับระบุเครื่องหมายคั่นจุดทศนิยม
+ Number of Decimails : สำหรับระบุจำนวนของจุดทศนิยม
Styles and Scripts
+ Frontend Styles : รูปแบบการจัดการแสดงผลของหน้าเว็บ ซึ่งเป็นการจัดการในส่วนของการติดต่อผู้ใช้งาน ทำให้ผู้ใช้งานได้เห็นการจัดวางเมนู การแสดงภาพหรือตัวอักษรของหน้าเว็บ เป็นต้น
+ Scripts : คลิ๊กที่กล่อง check box เพื่อเปิดการใช้งาน Lightbox แกลอรี่รูปภาพสินค้าจะเปิดใน Lightbox
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง”

 
 

6.4.2 การตั้งค่า “สินค้า” เป็นเมนูเครื่องมือสำหรับการตั้งค่าสินค้า

การตั้งค่า “สินค้า” มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) จากนั้นคลิ๊ก “สินค้า” จะพบว่ามีหัวข้อย่อย 5 หัวข้อ (ทั่วไป/ Display/รายการสินค้า/Downloadable Products)
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-097
Untitled-097
Untitled-097
Untitled-097
Untitled-097

(3) ในหัวข้อ “สินค้า” ท่านสามารถระบุรายละเอียด ในเรื่องดังต่อไปนี้
6.4.2.1 การตั้งค่าทั่วไปของสินค้า
6.4.2.2 การตั้งค่าการแสดงสินค้า (Display)
6.4.2.3 การตั้งค่ารายการสินค้า
6.4.2.4 การตั้งค่าสินค้าที่ดาวน์โหลดได้ (Downloadable Product)

 
 

6.4.2.1 การตั้งค่าทั่วไปของสินค้า เป็นการตั้งค่าเกี่ยวกับน้ำหนักและขนาดของสินค้า รวมถึงการรีวิวสินค้า ซึ่งการตั้งค่าในส่วนนี้จะแสดงผลบนหน้าร้านออนไลน์

การตั้งค่าทั่วไปของสินค้า มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) จากนั้นคลิ๊ก “สินค้า” จะพบว่ามีหัวข้อย่อย 4 หัวข้อ (ทั่วไป/ Display/รายการสินค้า/Downloadable Products)
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-097

(3) ในหัวข้อ “ทั่วไป” สามารถตั้งค่าทั่วไปของสินค้า (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-097

ในหัวข้อ “ทั่วไป” ให้ระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้
Measurements : ปริมาณสินค้า
+ Weight Unit : สำหรับระบุหน่วยของน้ำหนักของสินค้า
+ Dimensions Unit : สำหรับระบุหน่วยของขนาดความกว้างยาวของสินค้า
รีวิว : การรีวิวสินค้า
Product Ratings : เป็นการให้คะแนนสินค้า โดยสามารถคลิ๊กที่กล่อง check box หน้าหัวข้อดังต่อไปนี้
+ Enable ratings on reviews การให้คะแนนตามจำนวนรีวิว
+ Ratings are required to leave a review การให้คะแนนโดยไม่ขึ้นกับรีวิว
+ Show “verified owner” label for customer reviews ให้แสดงป้ายกำกับรีวิวของลูกค้าว่าได้รับการตรวจสอบแล้ว
+ Only allow reviews from “verified owners” อนุญาตเฉพาะรีวิวที่ได้รับการตรวจสอบแล้วเท่านั้น
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้คลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง”

 
 

6.4.2.2 การตั้งค่าการแสดงสินค้า (Display) เป็นการตั้งค่าเกี่ยวกับการแสดงสินค้า เช่น ระบุหน้า (Page)ที่จะแสดงสินค้า, ระบุเลือกแสดงสินค้าเป็นรายชิ้นหรือแสดงเป็นหมวดหมู่สินค้า เป็นต้น
การตั้งค่าการแสดงสินค้า (Display) มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) จากนั้นคลิ๊ก “สินค้า” จะพบว่ามีหัวข้อย่อย 4 หัวข้อ (ทั่วไป/ Display/รายการสินค้า/Downloadable Products)
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-097

(3) ให้คลิ๊กที่หัวข้อ “Display” เพื่อทำการตั้งค่าการแสดงสินค้า(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-097

ในหัวข้อ “Display” ให้ระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้
Shop & Product Pages : เป็นการตั้งค่าหน้าร้านและหน้าแสดงสินค้า
+ Shop Page : สำหรับเลือกระบุหน้าร้านค้า (page) ที่จะแสดงรายการสินค้าเพื่อให้ลูกค้าได้เลือกชมสินค้า
+ Shop Page Display : สำหรับเลือกการแสดงรายการสินค้าบนหน้า Shop Page โดยสามารถเลือก “Show product” “Show subcategories” หรือ “Show both”
+ Default Category Display : สำหรับตั้งค่ารูปแบบการแสดงสินค้า โดยสามารถเลือกการแสดงสินค้าในรูปแบบใดก็ได้ดังต่อไปนี้
+”Show product” แสดงสินค้า
+”Show subcategories” แสดงหมวดหมู่ย่อย
+”Show both” แสดงทั้งสินค้าและแสดงหมวดหมู่ย่อยด้วย
+ Default Product Sorting : สำหรับตั้งค่าการเรียงลำดับของรายการสินค้าในแคตตาล็อก ซึ่งสามารถเลือกที่จะให้เรียงลำดับแบบใดก็ได้ ดังนี้
+”Default sorting (custom ordering + name)” เรียงตามค่าเริ่มต้น
+”Popularity (sales)” เรียงตามความนิยม
+”Average Rating” “Sort by most recent” เรียงตามคะแนนเฉลี่ย
+”Sort by price (asc)” เรียงลำดับตามราคาสินค้า (จากต่ำไปสูง)
+”Sort by price (desc)” เรียงลำดับตามราคาสินค้า (จากสูงไปต่ำ)

Product Images : เป็นการตั้งค่าเกี่ยวกับขนาดของภาพสินค้าที่จะแสดงผลในแคตตาล็อกสินค้า
+ Catalog Images : เป็นขนาดของภาพที่มักใช้ในรายชื่อสินค้า (product listings)
+ Single Product Image : เป็นขนาดของภาพที่ใช้เป็นภาพหลักบนหน้าแสดงสินค้า (product page)
+ Product Thumbnails : เป็นขนาดของภาพในแกลอรี่บนหน้าแสดงสินค้า (product page)
+ Product Image Gallery : คลิ๊กที่กล่อง check box เพื่อเปิดใช้งาน Lightbox สำหรับภาพสินค้า (“Lightbox” คือป๊อบอัพที่จะแสดงขึ้นมาโดยผู้ใช้งานไม่ต้องเปิดหน้าใหม่ หรือให้ผู้ใช้งานคลิ๊กดูได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนหน้าเว็บ โดยปกติจะใช้สำหรับการคลิ๊กภาพขนาดเล็ก เพื่อดูภาพขนาดใหญ่ )

Add to cart behaviour: เป็นการตั้งค่าเกี่ยวกับตะกร้าสินค้า/รถเข็น โดยสามารถเลือกดังนี้
+ Redirect to the cart page after successful addition : คลิ๊กที่กล่อง check box นี้ >>เพื่อสร้างปุ่ม “หยิบใส่รถเข็น” ไว้บนหน้าแสดงสินค้า (กรณีนี้เมื่อลูกค้าคลิ๊กที่ “หยิบใส่รถเข็น” ระบบจะเชื่อมโยงไปที่รายการสินค้าที่หยิบใส่รถเข็นทันที)
+ Enable AJAX add to cart buttons on archives : คลิ๊กที่กล่อง check box นี้ >> ระบบจะสร้างปุ่ม “หยิบสินค้าใส่ตะกร้า” ไว้บนหน้าแสดงสินค้า โดยที่เมื่อลูกค้าคลิ๊ก “หยิบสินค้าใส่ตะกร้า” ระบบจึงจะแสดงปุ่ม “ดูรถเข็น” ขึ้นมา เพื่อให้ลูกค้าคลิ๊กเข้าไปดูรายการสินค้าในรถเข็นอีกที

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้คลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง”

 
 

6.4.2.3 การตั้งค่ารายการสินค้า เป็นการตั้งค่าที่เกี่ยวกับสินค้าในสต็อก เช่น การกำหนดเวลาเพื่อสงวนสินค้าให้กับผู้สั่งซื้อที่ยังไม่ได้ชำระเงิน, การแจ้งเตือนกรณีสินค้าในสต็อกเหลือน้อยลง เป็นต้น
การตั้งค่ารายการสินค้า มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) จากนั้นคลิ๊ก “สินค้า” จะพบว่ามีหัวข้อย่อย 4 หัวข้อ (ทั่วไป/ Display/รายการสินค้า/Downloadable Products)
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-097

(3) ให้คลิ๊กที่หัวข้อ “รายการสินค้า” เพื่อทำการตั้งค่ารายการสินค้า (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-097

ในหัวข้อ “รายการสินค้า” ให้ระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้
รายการสินค้า
+ Manage Stock : คลิ๊กที่กล่อง check box เพื่อเปิดใช้งานการจัดการ Stock สินค้า
+ Hold Stock (minutes) : สำหรับกำหนดเวลา (เป็นนาที) ในการ Hold Stock หรือสงวนสินค้าไว้ให้กับผู้สั่งซื้อที่ยังไม่ชำระเงิน ซึ่งเมื่อพ้นกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ การสั่งซื้อที่ค้างไว้นั้นก็จะถูกยกเลิกทันที
+ Notifications : สำหรับกำหนดการแจ้งเตือน ได้แก่ เปิดใช้งานการแจ้งเตือนกรณีสินค้าใน Stock เหลือน้อยลง หรือเปิดใช้งานการแจ้งเตือนกรณีสินค้าขาด Stock
+ Notification Recipient : สำหรับระบุอีเมลล์ผู้รับการแจ้งเตือน
+ Low Stock Threshold : สำหรับระบุจำนวนสินค้าใน Stock ที่จะถือว่าได้ลดเหลือน้อยลง
+ Out Of Stock Threshold : สำหรับระบุจำนวนสินค้าที่ขาด Stock
+ Out Of Stock Visibility : คลิ๊กที่กล่อง check box เพื่อปิดไม่ให้ลูกค้ามองเห็นกรณีสินค้าขาด Stock
+ Stock Display Format : สำหรับระบุรูปแบบการแสดง Stock สินค้า ได้แก่ “Always show stock e.g.”12 in stock”” (คือแสดงจำนวนสินค้าใน Stock ตลอดเวลา)
หรือ “Only show stock when low e.g.”Only 2 left in stock” VS. “In Stock” ” (คือแสดงจำนวนสินค้าใน Stock เมื่อสินค้าเหลือน้อยลง เช่น เหลือเพียง 2 ชิ้นใน Stock , ใน Stock)
หรือ “Never show stock amount” (คือไม่แสดงจำนวนสินค้าใน Stock)
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง”

 
 

6.4.2.4 การตั้งค่าสินค้าที่ดาวน์โหลดได้ (Downloadable Product) เป็นการตั้งค่าเกี่ยวกับสินค้าจำพวกโปรแกรมหรือไฟล์ต่าง ๆ ที่ต้องมีการดาวน์โหลด
การตั้งค่า Downloadable Product มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) จากนั้นคลิ๊ก “สินค้า” จะพบว่ามีหัวข้อย่อย 4 หัวข้อ (ทั่วไป/ Display/รายการสินค้า/Downloadable Products)
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-097

(3) ให้คลิ๊กที่หัวข้อ “Downloadable Product” เพื่อทำการตั้งค่าสินค้าที่ดาวน์โหลดได้ (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-097

ในหัวข้อ “Downloadable Product” ให้ระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้
Downloadable Products
+ File Download Method : วิธีการดาวน์โหลดไฟล์
+ Access Restriction : ระบุข้อจำกัดในการเข้าถึง ดังนี้
+ จำกัดให้สามารถดาวน์โหลดได้เฉพาะกรณีที่มีการ login แล้ว (ไม่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปเข้าถึง) หรือ
+ ให้สิทธิ์การดาวน์โหลดได้หลังการชำระเงิน
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง”

 
 

6.4.3 การตั้งค่า “ภาษี” เป็นเมนูเครื่องมือสำหรับการตั้งค่าภาษี

การตั้งค่า “ภาษี” มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) จากนั้นคลิ๊ก “ภาษี” จะพบหัวย่อย 4 หัวข้อ (Tax Opions/Standard Rates/Reduced Rate Rates/Zero Rate Rates)
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-098
Untitled-098
Untitled-098
Untitled-098
Untitled-098

(3) ในหัวข้อ “ภาษี” ท่านสามารถระบุรายละเอียด ในเรื่องดังต่อไปนี้
6.4.3.1 Tax Options
6.4.3.2 Standard Rates
6.4.3.3 Reduced Rate Rates
6.4.3.4 Zero Rate Rates

 
 

6.4.3.1 Tax Options
การตั้งค่า “ภาษี” ในส่วน Tax Options มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) จากนั้นคลิ๊ก “ภาษี” จะพบหัวย่อย 4 หัวข้อ (Tax Opions/Standard Rates/Reduced Rate Rates/Zero Rate Rates)
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-098

(3) ให้คลิ๊กที่หัวข้อ “Tax Options” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-098

ในหัวข้อ “Tax Options” ท่านสามารถระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้
Tax Options
+ Enable Taxes : คลิ๊กที่กล่อง check box เพื่อเปิดใช้งาน ภาษี และการคำนวณ ภาษี
+ Prices Entered With Tax : ราคารวมภาษี ให้เลือกระบุว่าราคาสินค้าและบริการจะรวมภาษีหรือไม่
+ Calculate Tax Based On : สำหรับกำหนดที่อยู่ที่จะใช้ในการคำนวณภาษี ได้แก่ “Customer shipping addresss” (ที่อยู่สำหรับการจัดส่งสินค้า), หรือ “Customer billing address”(ที่อยู่สำหรับการเรียกเก็บเงินลูกค้า) หรือ
“Shop base address” (ที่อยู่ร้านค้า)
+ Default Customer Address : ตั้งค่าที่อยู่ลูกค้า (ก่อนที่ลูกค้าจะระบุเอง)
+ Shipping Tax Class: การควบคุมภาษีการจัดส่งสินค้าโดยเลือกระบุภาษี ดังนี้ “Shipping tax class based on cart items” หรือ “Standard”(อัตรามาตรฐาน) หรือ “Reduced Rate”(อัตราที่ลดลง) หรือ “Zero Rate” (ปลอดภาษี)
+ Rounding : รอบภาษี
+ Additional Tax Classes : เพิ่มประเภทของอัตราภาษี
+ Display prices in the shop : ราคาที่แสดงในร้านค้า โดยเลือกระบุ “Excluding tax” (ไม่รวมภาษี) หรือ “Including tax” (รวมภาษี)
+ Price display suffix : คำต่อท้ายราคาสินค้าที่แสดงในร้านค้า ซึ่งเป็นการกำหนดข้อความที่จะแสดงต่อท้ายราคาสินค้าเพื่ออธิบายเกี่ยวกับการกำหนดราคา
+ Display prices during cart/checkout: ราคาที่แสดงในตะกร้าสินค้าหรือจุดชำระเงิน โดยเลือกระบุ “Excluding tax” (ไม่รวมภาษี) หรือ “Including tax” (รวมภาษี)
+ Display tax totals : การแสดงผลภาษีทั้งหมด โดยเลือกระบุ “Itemized” (ลงรายละเอียด) หรือ “as a single total”(ลงผลรวม)
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง”

 
 

6.4.3.2 Standard Rates
การตั้งค่า “ภาษี” ในส่วน Standard Rates มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) จากนั้นคลิ๊ก “ภาษี” จะพบหัวย่อย 4 หัวข้อ (Tax Opions/Standard Rates/Reduced Rate Rates/Zero Rate Rates)
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-098

(3) ให้คลิ๊กที่หัวข้อ “Standard Rates”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-098

ในหัวข้อ “Standard Rates” ท่านสามารถระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้
Tax Rates for the “Standard” Class
+ สำหรับอธิบายอัตราภาษีสำหรับประเทศและเมืองที่กำหนดไว้ โดยคลิ๊กที่ “Insert row” และระบุข้อมูล หากต้องการลบแถวให้คลิ๊กที่ “Remove selected row(s)” แล้วคลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง”
+ สำหรับกรณีที่ต้องการอัปโหลดไฟล์ CSV ที่มีอัตราภาษีเพื่อเพิ่มเนื้อหาเข้าไปในร้าน ให้คลิ๊กที่ “เลือกไฟล์ csv ที่ “Import CSV” ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “Import Tax Rates” ให้เลือกไฟล์ในคอมพิวเตอร์ แล้วคลิก “Upload file and import ”
+ ส่วนในกรณีที่ต้องการดาวน์โหลดข้อมูลอัตราภาษีที่ได้ระบุไว้เป็นไฟล์ Excel ให้คลิ๊กที่ “Export CSV”

 
 

6.4.3.3 Reduced Rate Rates
การตั้งค่า “ภาษี” ในส่วน Reduced Rate Rates มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) จากนั้นคลิ๊ก “ภาษี” จะพบหัวย่อย 4 หัวข้อ (Tax Opions/Standard Rates/Reduced Rate Rates/Zero Rate Rates)
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-098

(3) ให้คลิ๊กที่หัวข้อ “Reduced Rate Rates” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-098

ในหัวข้อ “Reduced Rate Rates” ท่านสามารถระบุรายละเอียด ดังต่อไปนี้
Tax Rates for the “Reduced Rate” Class
+ สำหรับอธิบายอัตราภาษีสำหรับประเทศและเมือง โดยคลิ๊กที่ “Insert row” และระบุข้อมูล หากต้องการลบแถวให้คลิ๊กที่ “Remove selected row(s)” แล้วคลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง”
+ สำหรับกรณีที่ต้องการอัปโหลดไฟล์ CSV ที่มีอัตราภาษีเพื่อเพิ่มเนื้อหาเข้าไปในร้าน ให้คลิ๊กที่ “เลือกไฟล์ csv ที่ “Import CSV” ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “Import Tax Rates” ให้เลือกไฟล์ในคอมพิวเตอร์ แล้วคลิก “Upload file and import ”
+ ส่วนในกรณีที่ต้องการดาวน์โหลดข้อมูลอัตราภาษีที่ได้ระบุไว้เป็นไฟล์ Excel ให้คลิ๊กที่ “Export CSV”

 
 

6.4.3.4 Zero Rate Rates
การตั้งค่า “ภาษี” ในส่วน Zero Rate Rates มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) จากนั้นคลิ๊ก “ภาษี” จะพบหัวย่อย 4 หัวข้อ (Tax Opions/Standard Rates/Reduced Rate Rates/Zero Rate Rates)
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-098

(3) ให้คลิ๊กที่หัวข้อ “Zero Rate Rates”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-098

ในหัวข้อ “Zero Rate Rates” ท่านสามารถระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้
+ สำหรับอธิบายอัตราภาษีสำหรับประเทศและเมือง โดยคลิ๊กที่ “Insert row” และระบุข้อมูล หากต้องการลบแถวให้คลิ๊กที่ “Remove selected row(s)” แล้วคลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง”
+ สำหรับกรณีที่ต้องการอัปโหลดไฟล์ CSV ที่มีอัตราภาษีเพื่อเพิ่มเนื้อหาเข้าไปในร้าน ให้คลิ๊กที่ “เลือกไฟล์ csv ที่ “Import CSV” ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “Import Tax Rates” ให้เลือกไฟล์ในคอมพิวเตอร์ แล้วคลิก “Upload file and import ”
+ ส่วนในกรณีที่ต้องการดาวน์โหลดข้อมูลอัตราภาษีที่ได้ระบุไว้เป็นไฟล์ Excel ให้คลิ๊กที่ “Export CSV”

 
 

6.4.4 การตั้งค่า “สั่งซื้อเดี๋ยวนี้” เป็นการตั้งค่าที่เกี่ยวกับการชำระเงิน

การตั้งค่า “สั่งซื้อเดี๋ยวนี้” มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) จากนั้นคลิ๊ก “สั่งซื้อเดี๋ยวนี้” จะพบหัวข้อย่อย 4 หัวข้อ (Checkout Options/BACS/เช็ค/จ่ายเงินปลายทาง/PayPal)
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-099
Untitled-099
Untitled-099
Untitled-099
Untitled-099
Untitled-099

(3) ในหัวข้อ “สั่งซื้อเดี๋ยวนี้” ท่านสามารถระบุรายละเอียด ในเรื่องดังต่อไปนี้
6.4.4.1 การตั้งค่าจุดชำระเงิน (Checkout Options)
6.4.4.2 การตั้งค่ารับชำระเงินผ่านธนาคาร (BACS)
6.4.4.3 การตั้งค่ารับชำระเงินด้วยเช็ค (Cheque)
6.4.4.4 การตั้งค่ากรณีเก็บเงินปลายทาง
6.4.4.5 การตั้งค่ารับชำระเงินผ่าน PayPal

 
 

6.4.4.1 การตั้งค่าจุดชำระเงิน (Checkout Options)

จุดชำระเงิน (Checkout) ของเว็บและร้านออนไลน์ของท่าน คือ หน้าเพจที่จะแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าที่ลูกค้าได้หยิบใส่รถเข็นแล้ว เพื่อให้ลูกค้าทราบรายละเอียดของสินค้าที่ลูกค้าได้หยิบใส่รถเข็น ก่อนดำเนินการสั่งซื้อและชำระเงินต่อไป (หรือกล่าวง่าย ๆ ก็คือ เมื่อลูกค้าคลิ๊กที่ปุ่ม “หยิบใส่รถเข็น” ระบบจะนำเข้าสู่หน้าเพจ Checkout เพื่อให้ลูกค้าสามารถปรับปรุงสินค้าในรถเข็น หรือดำเนินการสั่งซื้อสินค้าและชำระเงินต่อไป)

การตั้งค่าจุดชำระเงิน (Checkout) เป็นการตั้งค่าเกี่ยวกับขั้นตอนการ Checkout, กำหนดรายละเอียดในหน้าเพจ Checkout และตั้งค่าช่องทางการชำระเงินประเภทต่าง ๆ

มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) จากนั้นคลิ๊กที่หัวข้อ “สั่งซื้อเดี๋ยวนี้” จะพบหัวข้อย่อย 4 หัวข้อ (Checkout Options/BACS/เช็ค/จ่ายเงินปลายทาง/PayPal) (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-099

(3) ให้คลิ๊กที่หัวข้อ “Checkout Options”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-099

ในหัวข้อ “Checkout Options” ท่านสามารถระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้

Checkout Process : เป็นการตั้งค่าเกี่ยวกับขั้นตอนในการ Checkout
+ คูปอง : คลิ๊กที่กล่อง check box นี้ เพื่อเปิดใช้งานคูปอง >>จะทำให้หน้าเพจ Checkout แสดงปุ่ม “ใช้คูปอง” เพื่อให้ลูกค้าสามารถใส่รหัสจากคูปองได้
+ สั่งซื้อเดี๋ยวนี้ : คลิ๊กที่กล่อง check box ดังต่อไปนี้
+ Enable guest checkout : คลิ๊กที่กล่อง check box นี้ เพื่อเปิดให้ลูกค้าทั่วไปสามารถเลือกซื้อสินค้าได้โดยคลิ๊ก “หยิบใส่รถเข็น” ซึ่งระบบจะนำเข้าสู่หน้าเพจ Checkout ทันที
+ Force secure checkout : คลิ๊กที่กล่อง check box นี้ เพื่อตั้งค่าความปลอดภัยในการชำระเงิน >> กรณีนี้จะทำให้ลูกค้าทั่วไปที่คลิ๊ก “หยิบใส่รถเข็น” ไม่สามารถเข้าถึงหน้าเพจ Checkout ได้ทันที

Checkout Pages : เป็นการตั้งค่าหน้าเพจ Checkout
+ Cart Page : สำหรับเลือกระบุหน้า (page) >> ให้เลือก “รถเข็น” เพื่อให้ลูกค้าที่คลิ๊ก “หยิบใส่รถเข็น” เข้าถึงหน้า “รถเข็น” เป็นหน้าเพจ Checkout
+ สั่งซื้อเดี๋ยวนี้ : ให้เลือก “สั่งซื้อเดี๋ยวนี้” เพื่อให้ลูกค้าที่เข้าถึงหน้าเพจ Checkout แล้ว สามารถคลิ๊ก “ดำเนินการสั่งซื้อ” และเข้าถึงหน้ากรอกรายละเอียดที่อยู่ในใบเสร็จและสั่งซื้อได้ทันที
+ Terms and Conditions : ข้อตกลงและเงื่อนไข

Checkout Endpoints ได้แก่ ชำระเงิน , Order Received และเพิ่มวิธีการชำระเงิน ในส่วนนี้ระบบได้ตั้งค่าไว้แล้ว

Payment Gateways : เป็นการตั้งค่าช่องทางการชำระเงิน
Gateway Display Order : สำหรับเลือกวิธีการหรือช่องทางการชำระเงิน ดังต่อไปนี้
+ โอนเงินผ่านทางธนาคาร
+ การชำระเงินเงินด้วยเช็ค
+ จ่ายเงินปลายทาง
+ PayPal

จากช่องทางการชำระเงินข้างต้น ท่านสามารถดำเนินการดังนี้
+ ตั้งค่าให้การชำระเงินแบบใดเป็นค่าเริ่มต้น (Default) >> ทำได้โดยการคลิ๊กที่ปุ่มหน้าช่องทางการชำระนั้น ๆ
+ กำหนดให้ช่องทางชำระเงินนั้นจะปรากฏบนหน้า Checkout เพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกค้าระบุช่องทางการชำระเงินได้ >> ทำได้โดยคลิ๊กที่ปุ่ม “การตั้งค่า” ระบบจะนำเข้าสู่หน้าตั้งค่า >> ให้คลิ๊ก Check box เพื่อเปิดใช้งาน แล้วระบุรายละเอียดเพื่อตั้งค่าการชำระเงินและคลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง” จากนั้น จะปรากฏเครื่องหมายถูกบนสถานะของช่องทางการชำระเงินนั้น

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง”

 
 

6.4.4.2 การตั้งค่ารับชำระเงินผ่านธนาคาร (BACS) ทำให้เจ้าของร้านออนไลน์สามารถรับชำระค่าสินค้าและบริการโดยการโอนเงินผ่านธนาคารได้
มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) จากนั้นคลิ๊กที่หัวข้อ “สั่งซื้อเดี๋ยวนี้” จะพบหัวข้อย่อย 4 หัวข้อ (Checkout Options/BACS/เช็ค/จ่ายเงินปลายทาง/PayPal) (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-099

(3) ให้คลิ๊กที่หัวข้อ “BACS”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-099

ในหัวข้อ “BACS” ให้ระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้
BACS
+ เปิดใช้งาน/ปิดการใช้งาน : คลิ๊กที่กล่อง check box เพื่อเปิดใช้งานการโอนเงินทางธนาคาร
+ หัวเรื่อง (Title) : สำหรับระบุหัวข้อที่จะแสดงให้ผู้ใช้งานเห็น
+ รายละเอียด : สำหรับระบุรายละเอียดของการชำระเงิน
+ ขั้นตอน : สำหรับระบุคำแนะนำเกี่ยวกับขั้นตอนการชำระเงิน
+ รายละเอียดบัญชี : สำหรับระบุชื่อบัญชีที่จะให้ลูกค้าโอนเงินเข้า ซึ่งสามารถเพิ่มบัญชีหรือลบบัญชีที่ระบุไว้ได้ด้วย
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง”

 
 

6.4.4.3 การตั้งค่ารับชำระเงินด้วยเช็ค (Cheque) ทำให้เจ้าของร้านออนไลน์สามารถรับชำระค่าสินค้าและบริการด้วยเช็คได้
มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) จากนั้นคลิ๊กที่หัวข้อ “สั่งซื้อเดี๋ยวนี้” จะพบหัวข้อย่อย 4 หัวข้อ (Checkout Options/BACS/เช็ค/จ่ายเงินปลายทาง/PayPal) (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-099

(3) ให้คลิ๊กที่หัวข้อ “เช็ค”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-099

ในหัวข้อ “เช็ค” ให้ระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้
Cheque
+ เปิดใช้งาน/ปิดการใช้งาน : คลิ๊กที่กล่อง check box เพื่อเปิดใช้งานการชำระเงินโดยเช็ค
+ หัวเรื่อง : สำหรับระบุหัวข้อที่ผู้ใช้งานจะแสดงให้ผู้ใช้งานเห็น
+ รายละเอียด : สำหรับระบุรายละเอียดของการชำระเงินโดยเช็ค
+ ขั้นตอน : สำหรับระบุคำแนะนำเกี่ยวกับขั้นตอนการชำระเงินโดยเช็ค
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง”

 
 

6.4.4.4 การตั้งค่ากรณีเก็บเงินปลายทาง (Cash on Delivery) ทำให้เจ้าของร้านออนไลน์สามารถรับชำระค่าสินค้าและบริการแบบเก็บเงินปลายทางได้
มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) จากนั้นคลิ๊กที่หัวข้อ “สั่งซื้อเดี๋ยวนี้” จะพบหัวข้อย่อย 4 หัวข้อ (Checkout Options/BACS/เช็ค/จ่ายเงินปลายทาง/PayPal) (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-099

(3) ให้คลิ๊กที่หัวข้อ “จ่ายเงินปลายทาง”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-099

ในหัวข้อ “จ่ายเงินปลายทาง” ให้ระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้
จ่ายเงินปลายทาง
+ เปิดรับการชำระเงินปลายทาง : คลิ๊กที่กล่อง check box เพื่อเปิดใช้งานการชำระเงินปลายทางด้วยเงินสด (หรือด้วยวิธีการอื่น) เมื่อได้รับของ
+ หัวเรื่อง : สำหรับระบุหัวข้อที่ผู้ใช้งานจะแสดงให้ผู้ใช้งานเห็น
+ รายละเอียด : สำหรับระบุรายละเอียดของการชำระเงินปลายทางด้วยเงินสด (หรือด้วยวิธีการอื่น) เมื่อได้รับของ
+ ขั้นตอน : สำหรับระบุคำแนะนำเกี่ยวกับขั้นตอนการชำระเงินปลายทางด้วยเงินสด (หรือด้วยวิธีการอื่น) เมื่อได้รับของ
+ เปิดการใช้งานวิธีการจัดส่ง : โดยระบุเลือก อัตราคงที่, ฟรีค่าจัดส่ง, จัดส่งต่างประเทศ, การจัดส่งในพื้นที่, รับสินค้าเอง
+ Enable for virtual orders : เปิดใช้งานการชำระเงินปลายทางสำหรับ virtual orders
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง”

 
 

6.4.4.5 การตั้งค่ารับชำระเงินผ่าน PayPal เป็นระบบที่ช่วยให้เจ้าของร้านออนไลน์สามารถรับชำระเงินผ่านบัตรเครดิตได้อย่างสะดวกสบาย
เนื่องจาก PayPal จะทำหน้าที่เป็นคนกลางในการรับชำระเงินระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ช่วยอำนวยความสะดวกให้เจ้าของร้านออนไลน์ในฐานะผู้ขายสามารถรับชำระเงินผ่านบัตรเครดิตได้โดยไม่ต้องยุ่งยาก
กับการจัดเตรียมเอกสารและประสานงานกับธนาคารอีกต่อไป

การรับชำระเงินผ่าน PayPal มีหลักการดังนี้
1. เจ้าของร้านออนไลน์จะต้องสมัครบัญชี PayPal เพื่อรับการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตก่อน
2. ลูกค้าสามารถใช้บัตรเครดิตหรือเดบิตในการชำระราคาค่าสินค้าและบริการบนร้านออนไลน์ได้โดยกรอกข้อมูลบัตรเท่านั้น โดยที่ลูกค้าไม่จำเป็นต้องมีบัญชี PayPal แต่อย่างใด
3. เจ้าของร้านออนไลน์สามารถถอนเงินหรือโอนเงินจากบัญชี PayPal เข้าบัญชีที่ระบุไว้ในระบบของ PayPal ได้

การตั้งค่าให้สามารถรับชำระเงินผ่าน PayPal ได้ มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) จากนั้นคลิ๊กที่หัวข้อ “สั่งซื้อเดี๋ยวนี้” จะพบหัวข้อย่อย 4 หัวข้อ (Checkout Options/BACS/เช็ค/จ่ายเงินปลายทาง/PayPal) (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-099

(3) ให้คลิ๊กที่หัวข้อ “PayPal”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-099

ในหัวข้อ “PayPal” ให้ระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้
PayPal จะทำงานโดยการให้ลูกค้าป้อนข้อมูลการชำระเงิน (ข้อมูลบัตรเครดิตหรือเดบิต) ของลูกค้า
+ เปิดใช้งาน/ปิดการใช้งาน : คลิ๊กที่กล่อง check box เพื่อเปิดใช้งานการรับชำระเงินผ่าน PayPal
+ หัวเรื่อง : สำหรับระบุหัวข้อที่ผู้ใช้งานจะแสดงให้ผู้ใช้งานเห็น
+ รายละเอียด : สำหรับระบุรายละเอียดของการรับชำระเงินผ่าน PayPal โดยจะแสดงให้ผู้ใช้งานเห็นเมื่อจะชำระเงิน
+ อีเมล PayPal : สำหรับระบุอีเมล์ของท่าน
+ PayPal sandbox : คลิ๊กที่กล่อง check box เพื่อเปิดใช้งาน PayPal Sandbox
+ Debug Log : คลิ๊กที่กล่อง check box เพื่อเปิดใช้งานการแก้ปัญหาการเข้าสู่ระบบ
Advanced options
+ อีเมลของผู้รับ : สำหรับระบอีเมลของผู้รับ
+ PayPal Identity Token
+ Invoice Prefix
+ Shipping details
+ Address override
+ Payment Action
+ Page Style
API Credentials
+ API Username
+ API Password
+ API Signature
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง”

 
 

6.4.5 การตั้งค่า “การจัดส่ง” เป็นเมนูเครื่องมือสำหรับการตั้งค่าเกี่ยวกับการจัดส่งสินค้า

การตั้งค่า “การจัดส่ง” มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) จากนั้นคลิ๊ก “การจัดส่ง” จะพบหัวข้อย่อย 6 หัวข้อ (Shipping Options/อัตราคงที่/ฟรีค่าจัดส่ง/จัดส่งต่างประเทศ/การจัดส่งในพื้นที่/รับสินค้าเอง)
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-100
Untitled-100
Untitled-100
Untitled-100
Untitled-100
Untitled-100
Untitled-100

(3) ในหัวข้อ “การจัดส่ง” ท่านสามารถระบุรายละเอียด ในเรื่องดังต่อไปนี้
6.4.5.1 Shipping Options
6.4.5.2 อัตราคงที่ (Flat Rate)
6.4.5.3 ฟรีค่าจัดส่ง (Free Shipping)
6.4.5.4 จัดส่งต่างประเทศ (International Delivery)
6.4.5.5 จัดส่งในพื้นที่ (Local Delivery)
6.4.5.6 รับสินค้าเอง (Local Pickup)

 
 

6.4.5.1 Shipping Options เป็นการตั้งค่าทั่วไปที่เกี่ยวกับการจัดส่งสินค้า โดยเป็นการตั้งค่าที่เกี่ยวกับการคำนวณค่าจัดส่งสินค้า, การสร้างปุ่มให้ลูกค้าเลือกกำหนดวิธีการจัดส่งสินค้า, การกำหนดปลายทางในการจัดส่งสินค้า, การจำกัดสถานที่ในการจัดส่งสินค้า และการกำหนดวิธีการจัดส่งสินค้า

การตั้งค่า “Shipping Options” มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) จากนั้นคลิ๊ก “การจัดส่ง” จะพบหัวข้อย่อย 6 หัวข้อ (Shipping Options/อัตราคงที่/ฟรีค่าจัดส่ง/จัดส่งต่างประเทศ/การจัดส่งในพื้นที่/รับสินค้าเอง)
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-100

(3) ให้คลิ๊กที่หัวข้อ “Shipping Options”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-100

ในหัวข้อ “Shipping Options” ให้ระบุรายละเอียดในเรื่องดังต่อไปนี้

Shipping Options : การคำนวณค่าจัดส่งสินค้า
+ Enable shipping : คลิ๊กที่กล่อง check box เพื่อเปิดใช้งานการจัดส่งสินค้า
+ Enable the shipping calculator on the cart page : เปิดใช้งานการคำนวณการจัดส่งสินค้าในหน้ารถเข็น เพื่อให้มีการคำนวณค่าธรรมเนียมในการจัดส่งสินค้าในหน้ารถเข็น
+ Hide shipping costs until an address is entered : ปิดซ่อนค่าขนส่งสินค้าจนกว่าจะมีการป้อนที่อยู่

+ Shipping Display Mode : โหมดการแสดงผลการจัดส่งสินค้า เป็นการตั้งค่ารูปแบบปุ่มตัวเลือกวิธีการจัดส่ง โดยปุ่มนี้จะแสดงในหน้ารถเข็นเพื่อให้ลูกค้าคลิ๊กเลือก (ใช้ในกรณีที่คุณเลือกวิธีการจัดส่ง (Shipping Methods) หลายวิธี)
+ Display shipping methods with “radio” buttons : แสดงวิธีการจัดส่งสินค้าด้วยปุ่ม “radio” (ปุ่ม “radio” คือปุ่มที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้ผู้ใช้งานตัดสินใจว่าจะเลือกหรือไม่เลือกเท่านั้น ถ้าเลือกก็คลิ๊กที่ปุ่ม ถ้าไม่เลือกก็เว้นไว้ หรือเป็นลักษณะของการบังคับให้ผู้ใช้งานเลือกได้เพียง 1 ตัวเลือกเท่านั้น
ซึ่งจะต่างจากปุ่ม “Check box” เพราะ”Check box”เป็นปุ่มหรือกล่องตัวเลือกชนิดที่มีหลายตัวเลือกและผู้ใช้งานสามารถเลือกได้มากกว่า 1 ตัวเลือก)
+ Display shipping methods in a dropdown : แสดงวิธีการจัดส่งสินค้าในแบบเลื่อนลง (dropdown) คือเมื่อใช้เมาส์กดแล้วจะมีรายการแสดงให้เลือกหรือมีรายการเรียงลงมาให้เลือก

+ Shipping Destination : ปลายทางการจัดส่งสินค้า เป็นการตั้งค่าเพื่อกำหนดปลายทางในการจัดส่งสินค้า โดยให้เลือกหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งดังนี้
+ Default to shipping address : กำหนดปลายทางการจัดส่งสินค้าตาม “ที่อยู่ในการจัดส่งสินค้า”
+ Default to billing address : กำหนดปลายทางการจัดส่งสินค้าตาม “ที่อยู่ในการออกใบเสร็จรับเงิน”
+ Only ship to the users billing address : กำหนดปลายทางการจัดส่งสินค้าตาม “เฉพาะการจัดส่งไปยังผู้ที่มีที่อยู่ตามใบเสร็จรับเงิน”

+ Restrict shipping to Location(s) : จำกัดสถานที่ในการจัดส่งสินค้า โดยเลือกระบุ
+ Ship to all countries you sell to : จัดส่งสินค้าทุกประเทศที่ขายได้
+ Ship to all countries : จัดส่งสินค้าทุกประเทศ
+ Ship to specific countries only : จัดส่งสินค้าเฉพาะประเทศที่กำหนดไว้

+ Shipping Methods : วิธีการจัดส่ง โดยสามารถเลือกตั้งค่าวิธีการจัดส่งดังนี้
+ อัตราคงที่
+ ฟรีค่าจัดส่ง
+ จัดส่งต่างประเทศ
+ การจัดส่งในพื้นที่
+ รับสินค้าเอง
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง”

 
 

6.4.5.2 อัตราคงที่ (Flat Rate) เป็นการตั้งค่าที่เกี่ยวกับการจัดส่งสินค้าแบบอัตราคงที่ คือ คิดค่าขนส่งเป็นอัตราเดียวแม้ว่าลูกค้าจะซื้อสินค้าราคาเท่าใดก็ตาม

การตั้งค่า “อัตราคงที่” มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) จากนั้นคลิ๊ก “การจัดส่ง” จะพบหัวข้อย่อย 6 หัวข้อ (Shipping Options/อัตราคงที่/ฟรีค่าจัดส่ง/จัดส่งต่างประเทศ/การจัดส่งในพื้นที่/รับสินค้าเอง)
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-100
(3) ให้คลิ๊กที่หัวข้อ “อัตราคงที่” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-100

ในหัวข้อ “อัตราคงที่” ให้ระบุรายละเอียดในเรื่องดังต่อไปนี้
อัตราคงที่
+ เปิดใช้งาน/ปิดการใช้งาน : คลิ๊กที่กล่อง check box เพื่อเปิดใช้งานอัตราคงที่ ซึ่งจะเป็นอัตรามาตรฐานต่อชิ้นหรือต่อรายการสั่งซื้อ
+ Method Title : สำหรับระบุหัวเรื่องที่ลูกค้าจะเห็นในระหว่างกระบวนการสั่งซื้อสินค้า
+ มีสินค้า (Availability) : สำหรับระบุว่ามีสินค้าในประเทศใดบ้าง โดยเลือก “เลือกประเทศ” หรือ “ยกเว้นประเทศที่เลือก” จากนั้นให้ระบุชื่อประเทศในหัวข้อด้านล่าง (หัวข้อ “ประเทศ”)
+ ประเทศ : สำหรับระบุชื่อประเทศที่มีสินค้าเพื่อการจัดส่งแบบอัตราคงที่
+ สถานะภาษี : สำหรับระบุว่าสถานะทางภาษี โดยเลือก “ต้องชำระภาษี” หรือ “ไม่มี”
+ ราคาต่อรายการสั่งซื้อ (Cost per order): สำหรับระบุราคา (ไม่รวมภาษี) ต่อรายการสั่งซื้อ
++ราคาเพิ่มเติม++
+ ราคาได้ถูกเพิ่มไปแล้ว (Additional Rates): สำหรับระบุว่าราคาต่อรายการสั่งซื้อข้างต้นเป็นราคาประเภทใด ดังต่อไปนี้
“ต่อรายการสั่งซื้อ- ค่าจัดส่งต่อสินค้าทุกชิ้นในรายการสั่งซื้อ” คือ คิดค่าจัดส่งสินค้ารวมทุกชิ้น
“ต่อรายการสั่งซื้อ-ค่าจัดส่งสำหรับสินค้าแต่ละชิ้น” คือ คิดค่าจัดส่งสินค้าเป็นรายชิ้น
+ ราคา : สำหรับระบุราคา(เพิ่มเติม) โดยระบุรูปแบบการจัดส่งสินค้า, ราคา(ไม่รวมภาษี) และค่าธรรมเนียมในการจัดการ
+ ค่าธรรมเนียมขั้นต่ำในการจัดการ (Minimum Handling Fee) : สำหรับกำหนดจำนวนยอดสั่งซื้อเพื่อที่ผู้ใช้งานจะต้องใช้จ่ายตามยอดที่กำหนดเพื่อจะได้ไม่เสียค่าจัดส่ง
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง”

 
 

6.4.5.3 ฟรีค่าจัดส่ง (Free Shipping) เป็นการตั้งค่าการจัดส่งสินค้าแบบไม่คิดค่าจัดส่ง
การตั้งค่า “Free Shipping” มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) จากนั้นคลิ๊ก “การจัดส่ง” จะพบหัวข้อย่อย 6 หัวข้อ (Shipping Options/อัตราคงที่/ฟรีค่าจัดส่ง/จัดส่งต่างประเทศ/การจัดส่งในพื้นที่/รับสินค้าเอง)
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-100

(3) ให้คลิ๊กที่หัวข้อ “ฟรีค่าจัดส่ง” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-100

ในหัวข้อ “ฟรีค่าจัดส่ง” ให้ระบุรายละเอียดในเรื่องดังต่อไปนี้
ฟรีค่าจัดส่ง (Free Shipping)
+ เปิดใช้งาน/ปิดการใช้งาน : คลิ๊กที่กล่อง check box เพื่อเปิดใช้งาน “ฟรีค่าจัดส่ง”
+ Method Title : สำหรับระบุหัวเรื่องที่ลูกค้าจะเห็นในระหว่างกระบวนการสั่งซื้อสินค้า
+ เปิดใช้วิธีการ (Method availability) : สำหรับระบุว่ามีสินค้าในประเทศใดบ้าง โดยเลือก “ประเทศที่เปิดทั้งหมด” หรือ “ระบุประเทศ” จากนั้นให้ระบุชื่อประเทศในหัวข้อด้านล่าง (หัวข้อ “ระบุประเทศ”)
+ ระบุประเทศ : สำหรับระบุชื่อประเทศที่มีสินค้าเพื่อการจัดส่งแบบฟรีค่าจัดส่ง
+ ต้องการจัดส่งฟรี (Free Shipping Requires) : สำหรับระบุว่าต้องการจัดส่งฟรีประเภทใด ดังนี้ “คูปองฟรีค่าจัดส่ง”, “ยอดขั้นต่ำในการสั่งซื้อ”(ระบุในหัวข้อด้านล่าง), “ยอดขั้นต่ำในการสั่งซื้อ หรือคูปอง”, “ยอดขั้นต่ำในการสั่งซื้อ และคูปอง”
+ ยอดสั่งซื้อขั้นต่ำ (Minimum Order Amount) : สำหรับระบุยอดสั่งซื้อขั้นต่ำที่จะจัดส่งสินค้าให้ฟรี
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง”

 
 

6.4.5.4 จัดส่งต่างประเทศ (International Delivery) เป็นการตั้งค่าที่เกี่ยวกับการจัดส่งสินค้าไปยังต่างประเทศ
การตั้งค่า “International Delivery” มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) จากนั้นคลิ๊ก “การจัดส่ง” จะพบหัวข้อย่อย 6 หัวข้อ (Shipping Options/อัตราคงที่/ฟรีค่าจัดส่ง/จัดส่งต่างประเทศ/การจัดส่งในพื้นที่/รับสินค้าเอง)
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-100

(3) ให้คลิ๊กที่หัวข้อ “จัดส่งต่างประเทศ” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-100

ในหัวข้อ “จัดส่งต่างประเทศ” ให้ระบุรายละเอียดในเรื่องดังต่อไปนี้
จัดส่งต่างประเทศ (International Delivery)
+ เปิดใช้งาน/ปิดการใช้งาน : คลิ๊กที่กล่อง check box เพื่อเปิดใช้งานการจัดส่งต่างประเทศ
+ Method Title : สำหรับระบุหัวเรื่องที่ลูกค้าจะเห็นในระหว่างกระบวนการสั่งซื้อสินค้า
+ มีสินค้า (Availability) : สำหรับระบุว่ามีสินค้าในประเทศใดบ้าง โดยให้ระบุ “เลือกประเทศ” หรือ “ยกเว้นประเทศที่เลือก” จากนั้นให้ระบุชื่อประเทศในหัวข้อด้านล่าง (หัวข้อ “ประเทศ”)
+ ประเทศ (Countries) : สำหรับระบุชื่อประเทศที่มีสินค้าเพื่อการจัดส่ง
+ สถานะภาษี : สำหรับระบุว่าสถานะทางภาษี โดยเลือก “ต้องชำระภาษี” หรือ “ไม่มี”
+ ราคาได้ถูกเพิ่มลงไป (Cost Added) : สำหรับระบุว่าราคาที่เพิ่มลงไป เป็นราคาประเภทใด ดังต่อไปนี้
“ต่อรายการสั่งซื้อ- ค่าจัดส่งต่อสินค้าทุกชิ้นในรายการสั่งซื้อ” คือ คิดค่าจัดส่งสินค้ารวมทุกชิ้น
“ต่อรายการสั่งซื้อ-ค่าจัดส่งสำหรับสินค้าแต่ละชิ้น” คือ คิดค่าจัดส่งสินค้าเป็นรายชิ้น
+ ราคา (Cost) : สำหรับระบุราคาไม่รวมภาษี
+ ค่าธรรมเนียมในการจัดการ (Handling Fee) : สำหรับระบุค่าธรรมเนียมในการจัดการซึ่งไม่รวมภาษี หรือเว้นว่างไว้เพื่อปิดการใช้งาน
+ ค่าธรรมเนียมขั้นต่ำในการจัดการ (Minimum Handling Fee) : สำหรับกำหนดจำนวนยอดสั่งซื้อเพื่อที่ผู้ใช้งานจะต้องใช้จ่ายตามยอดที่กำหนดเพื่อจะได้ไม่เสียค่าจัดส่ง
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง”

 
 

6.4.5.5 จัดส่งในพื้นที่ (Local Delivery) เป็นการตั้งค่าการจัดส่งสินค้าภายในพื้นที่ที่กำหนดไว้
การตั้งค่า “Local Delivery” มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) จากนั้นคลิ๊ก “การจัดส่ง” จะพบหัวข้อย่อย 6 หัวข้อ (Shipping Options/อัตราคงที่/ฟรีค่าจัดส่ง/จัดส่งต่างประเทศ/การจัดส่งในพื้นที่/รับสินค้าเอง)
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-100

(3) ให้คลิ๊กที่หัวข้อ “การจัดส่งในพื้นที่” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-100

ในหัวข้อ “การจัดส่งในพื้นที่” ให้ระบุรายละเอียดในเรื่องดังต่อไปนี้
การจัดส่งในพื้นที่ (Local Delivery)
+ ใช้ (Enable) : คลิ๊กที่กล่อง check box เพื่อเปิดใช้งานการจัดส่งในพื้นที่
+ หัวเรื่อง (Title) : สำหรับระบุหัวเรื่องที่ลูกค้าจะเห็นในระหว่างกระบวนการสั่งซื้อสินค้า
+ ประเภทค่าธรรมเนียม (Fee Type) : สำหรับระบุว่าคิดค่าธรรมเนียมในการจัดส่งอย่างไร ดังนี้ “จำนวนรวมคงที่”, “จำนวนเปอร์เซนต์ทั้งหมดในรถเข็น” หรือ “จำกัดจำนวนต่อสินค้า”
+ ค่าธรรมเนียมในการจัดส่ง (Delivery Fee) : สำหรับระบุค่าธรรมเนียมในการจัดส่ง หรือเว้นว่างไว้เพื่อปิดการใช้งาน
+ Allowed Zip/Post Codes : สำหรับระบุรหัสไปรษณีย์ที่สามารถใช้บริการจัดส่งในพื้นที่ได้
+ เปิดใช้วิธีการ (Method availability) : สำหรับระบุประเทศที่เปิดใช้บริการจัดส่งในพื้นที่ โดยเลือก “ประเทศที่เปิดทั้งหมด” หรือ “ระบุประเทศ” จากนั้นให้ระบุชื่อประเทศในหัวข้อด้านล่าง (หัวข้อ ระบุประเทศ)
+ ระบุประเทศ : สำหรับระบุชื่อประเทศที่เปิดใช้บริการจัดส่งในพื้นที่
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง”

 
 

6.4.5.6 รับสินค้าเอง (Local Pickup) การตั้งค่าเกี่ยวกับการกำหนดให้ผู้ซื้อสินค้าเป็นผู้มารับสินค้าด้วยตนเอง
การตั้งค่า “Local Pickup” มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) จากนั้นคลิ๊ก “การจัดส่ง” จะพบหัวข้อย่อย 6 หัวข้อ (Shipping Options/อัตราคงที่/ฟรีค่าจัดส่ง/จัดส่งต่างประเทศ/การจัดส่งในพื้นที่/รับสินค้าเอง)
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-100

(3) ให้คลิ๊กที่หัวข้อ “รับสินค้าเอง” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-100

ในหัวข้อ “รับสินค้าเอง” ให้ระบุรายละเอียดในเรื่องดังต่อไปนี้
รับสินค้าเอง (Local Pickup)
+ ใช้ (Enable) : คลิ๊กที่กล่อง check box เพื่อเปิดใช้งานการสั่งซื้อสินค้าแบบผู้ซื้อต้องรับสินค้าเอง
+ หัวเรื่อง (Title) : สำหรับระบุหัวเรื่องที่ลูกค้าจะเห็นในระหว่างกระบวนการสั่งซื้อสินค้า
+ Allowed Zip/Post Codes : สำหรับระบุรหัสไปรษณ์ที่ผู้ซื้อต้องรับสินค้าเอง
+ เปิดใช้วิธีการ (Method availability) : สำหรับระบุประเทศที่เปิดใช้งานการสั่งซื้อแบบผู้ซื้อต้องรับสินค้าเอง โดยเลือก “ประเทศที่เปิดทั้งหมด” หรือ “ระบุประเทศ” จากนั้นให้ระบุชื่อประเทศในหัวข้อด้านล่าง (หัวข้อ ระบุประเทศ)
+ ระบุประเทศ : สำหรับระบุชื่อประเทศที่เปิดใช้บริการจัดส่งในพื้นที่
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง”

 
 

6.4.6 การตั้งค่า Accounts เป็นเมนูเครื่องมือสำหรับการตั้งค่าบัญชีผู้ใช้
การตั้งค่าบัญชี (Accounts) มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) จากนั้นคลิ๊ก “Accounts” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-101

(3) ในหัวข้อ “Accounts” ท่านสามารถระบุรายละเอียดในเรื่องดังต่อไปนี้
Account Pages : เป็นหน้าเพจที่จะต้องมีการตั้งค่าเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงฟังก์ชั่นที่เกี่ยวข้องกับบัญชีได้
+ My Account Page : สำหรับระบุหน้าบัญชีผู้ใช้ของฉัน
My Account Endpoints : ปลายทางบัญชีผู้ใช้ของฉัน ซึ่งเป็นปลายทางที่จะถูกผนวกเข้ากับ URL ของหน้าบัญชีผู้ใช้ของฉัน สำหรับใช้ในการจัดการเฉพาะอย่างบนหน้าบัญชี ดังนี้ ายทางที่ถูกผนวกเข้ากับ URL ของหน้าของคุณ ในการจัดการดำเนินการเฉพาะบนหน้าบัญชี ไม่ซ้ำกัน
+ ดูรายการสั่งซื้อ
+ Edit Account
+ Edit Address
+ Lost Password
+ Logout
Registration Options
+ Enable Registration : สำหรับคลิ๊กที่กล่อง check box เพื่อเปิดใช้งานการลงทะเบียนที่หน้า “Checkout”(การชำระเงิน) หรือการลงทะเบียนที่หน้า “My Account” (บัญชีของฉัน) หรือเพื่อเตือนความจำกรณีลูกค้ากลับมาใช้งานอีกครั้งในหน้า “Checkout”(การชำระเงิน)
+ Account Creation : สำหรับคลิ๊กที่กล่อง check box เพื่อเปิดใช้งานการเลือกชื่อผู้ใช้จากอีเมลของลูกค้าอัตโนมัติ หรือการเลือกรหัสผ่านให้ลูกค้าอัตโนมัติ
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง”

 
 

6.4.7 การตั้งค่า E-mail เป็นการตั้งค่าอีเมล์สำหรับใช้ในการรับส่งข้อมูล
การตั้งค่าอีเมล์ (E-mail) มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) จากนั้นคลิ๊ก “E-mail” จะพบหัวข้อย่อย 9 หัวข้อ (Email Options/รายการสั่งซื้อใหม่/Cencelled order/ประมวลผลรายการสั่งซื้อ/การสั่งซื้อเรียบร้อยแล้ว/ใบแจ้งราคาสินค้า/บันทึกจากลูกค้า/เปลี่ยนรหัสผ่าน/บัญชีใหม่)(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-100
Untitled-100
Untitled-100
Untitled-100
Untitled-100
Untitled-100
Untitled-100
Untitled-100
Untitled-100
Untitled-100

(3) ในหัวข้อ “E-mail” มีหัวข้อย่อย 9 หัวข้อ ซึ่งสามารถทำการตั้งค่าได้ดังนี้
6.4.7.1 การตั้งค่า “Email Options”
6.4.7.2 การตั้งค่าอีเมล์แจ้ง “รายการสั่งซื้อใหม่”
6.4.7.3 การตั้งค่าอีเมล์แจ้ง “Cancelled order”
6.4.7.4 การตั้งค่าอีเมล์แจ้ง “ประมวลผลรายการสั่งซื้อ”
6.4.7.5 การตั้งค่าอีเมล์แจ้ง “การสั่งซื้อเรียบร้อยแล้ว”
6.4.7.6 การตั้งค่าอีเมล์แจ้ง “ใบแจ้งราคาสินค้า”
6.4.7.7 การตั้งค่าอีเมล์แจ้ง “บันทึกจากลูกค้า”
6.4.7.8 การตั้งค่าอีเมล์แจ้ง “เปลี่ยนรหัสผ่าน”
6.4.7.9 การตั้งค่าอีเมล์แจ้ง “บัญชีใหม่”

 
 

6.4.7.1 การตั้งค่า “Email Options” : สำหรับการระบุรายละเอียดอีเมล์ของเจ้าของร้านออนไลน์
มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) จากนั้นคลิ๊ก “E-mail” จะพบหัวข้อย่อย 9 หัวข้อ (Email Options/รายการสั่งซื้อใหม่/Cencelled order/ประมวลผลรายการสั่งซื้อ/การสั่งซื้อเรียบร้อยแล้ว/ใบแจ้งราคาสินค้า/บันทึกจากลูกค้า/เปลี่ยนรหัสผ่าน/บัญชีใหม่)(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-100

(3) ให้คลิ๊กที่หัวข้อ “Email Options” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-100

ในหัวข้อ “Email Options” ท่านสามารถระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้
Email Sender Options
+ “From” Name
+ “From” Email Address
Email Template : สำหรับการปรับแต่งอีเมล์
+ Header Image
+ Email Footer Text
+ Base Colour
+ Background Colour
+ Email Body Background Colour
+ Email Body Text Colour
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง”

 
 

6.4.7.2 การตั้งค่าอีเมล์แจ้ง “รายการสั่งซื้อใหม่” : เป็นการตั้งค่าอีเมล์แจ้งเตือนรายการสั่งซื้อใหม่เมื่อมีรายการสั่งซื้อเข้ามา
มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) จากนั้นคลิ๊ก “E-mail” จะพบหัวข้อย่อย 9 หัวข้อ (Email Options/รายการสั่งซื้อใหม่/Cencelled order/ประมวลผลรายการสั่งซื้อ/การสั่งซื้อเรียบร้อยแล้ว/ใบแจ้งราคาสินค้า/บันทึกจากลูกค้า/เปลี่ยนรหัสผ่าน/บัญชีใหม่)(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-100

(3) ให้คลิ๊กที่หัวข้อ “รายการสั่งซื้อใหม่” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-100

ในหัวข้อ “รายการสั่งซื้อใหม่” ท่านสามารถระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้
+ เปิดใช้งาน/ปิดการใช้งาน : สำหรับคลิ๊กที่กล่อง check box เพื่อเปิดการแจ้งเตือน “รายการสั่งซื้อใหม่” ทางอีเมล์ ซึ่งระบบจะส่งอีเมล์แจ้งรายการสั่งซื้อใหม่เมื่อได้รับรายการสั่งซื้อ
+ ผู้รับ : สำหรับระบุผู้รับ
+ หัวข้อเรื่อง : สำหรับระบุหัวข้อเรื่องของอีเมล์
+ ส่วนหัวของอีเมล์ : สำหรับระบุส่วนหัวของอีเมล์
+ ประเภทอีเมล์ : สำหรับระบุประเภทของอีเมล์
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง”

 
 

6.4.7.3 การตั้งค่าอีเมล์แจ้ง “Cancelled order” : เป็นการตั้งค่าอีเมล์แจ้งเตือนการยกเลิกรายการสั่งซื้อ
มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) จากนั้นคลิ๊ก “E-mail” จะพบหัวข้อย่อย 9 หัวข้อ (Email Options/รายการสั่งซื้อใหม่/Cencelled order/ประมวลผลรายการสั่งซื้อ/การสั่งซื้อเรียบร้อยแล้ว/ใบแจ้งราคาสินค้า/บันทึกจากลูกค้า/เปลี่ยนรหัสผ่าน/บัญชีใหม่)(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-100

(3) ให้คลิ๊กที่หัวข้อ “Cancelled order”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-100

ในหัวข้อ “Cancelled order” ท่านสามารถระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้
+ เปิดใช้งาน/ปิดการใช้งาน : สำหรับคลิ๊กที่กล่อง check box เพื่อเปิดการแจ้งเตือน “การยกเลิกรายการสั่งซื้อ” ทางอีเมล์ ซึ่งระบบจะส่งอีเมล์แจ้งรายการสั่งซื้อที่ถูกยกเลิกเมื่อมีการทำเครื่องหมายยกเลิก
+ ผู้รับ : สำหรับระบุผู้รับ
+ หัวข้อเรื่อง : สำหรับระบุหัวข้อเรื่องของอีเมล์
+ ส่วนหัวของอีเมล์ : สำหรับระบุส่วนหัวของอีเมล์
+ ประเภทอีเมล์ : สำหรับระบุประเภทของอีเมล์
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง”

 
 

6.4.7.4 การตั้งค่าอีเมล์แจ้ง “ประมวลผลรายการสั่งซื้อ” : เป็นการตั้งค่าอีเมล์แจ้งเตือนลูกค้า เมื่อลูกค้าได้สั่งซื้อสินค้าและชำระเงินเรียบร้อยแล้ว
มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) จากนั้นคลิ๊ก “E-mail” จะพบหัวข้อย่อย 9 หัวข้อ (Email Options/รายการสั่งซื้อใหม่/Cencelled order/ประมวลผลรายการสั่งซื้อ/การสั่งซื้อเรียบร้อยแล้ว/ใบแจ้งราคาสินค้า/บันทึกจากลูกค้า/เปลี่ยนรหัสผ่าน/บัญชีใหม่)(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-100

(3) ให้คลิ๊กที่หัวข้อ “ประมวลผลรายการสั่งซื้อ” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-100

ในหัวข้อ “ประมวลผลรายการสั่งซื้อ” ท่านสามารถระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้
+ เปิดใช้งาน/ปิดการใช้งาน : สำหรับคลิ๊กที่กล่อง check box เพื่อเปิดการแจ้งเตือน “ประมวลผลรายการสั่งซื้อ” ทางอีเมล์ โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับการสั่งซื้อสินค้า ซึ่งระบบจะจัดส่งอีเมล์การแจ้งเตือนนี้ให้ลูกค้าภายหลังจากที่ลูกค้าได้ชำระเงินค่าสินค้าเรียบร้อยแล้ว
+ ชื่อเรื่องอีเมล์ : สำหรับระบุชื่อเรื่องของอีเมล์
+ ส่วนหัวของอีเมล์ : สำหรับระบุส่วนหัวของอีเมล์
+ ประเภทอีเมล์ : สำหรับระบุประเภทของอีเมล์
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง”

 
 

6.4.7.5 การตั้งค่าอีเมล์แจ้ง “การสั่งซื้อเรียบร้อยแล้ว” : เป็นการตั้งค่าอีเมล์แจ้งเตือนลูกค้า เมื่อลูกค้าได้ทำการสั่งซื้อสินค้าเรียบร้อยแล้ว
มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) จากนั้นคลิ๊ก “E-mail” จะพบหัวข้อย่อย 9 หัวข้อ (Email Options/รายการสั่งซื้อใหม่/Cencelled order/ประมวลผลรายการสั่งซื้อ/การสั่งซื้อเรียบร้อยแล้ว/ใบแจ้งราคาสินค้า/บันทึกจากลูกค้า/เปลี่ยนรหัสผ่าน/บัญชีใหม่)(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-100

(3) ให้คลิ๊กที่หัวข้อ “การสั่งซื้อเรียบร้อยแล้ว” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-100

ในหัวข้อ “การสั่งซื้อเรียบร้อยแล้ว” ท่านสามารถระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้
+ เปิดใช้งาน/ปิดการใช้งาน : สำหรับคลิ๊กที่กล่อง check box เพื่อเปิดการแจ้งเตือน “การสั่งซื้อเรียบร้อยแล้ว” ทางอีเมล์ ซึ่งระบบจะจัดส่งอีเมล์การแจ้งเตือนนี้ให้ลูกค้าภายหลังจากที่คำสั่งซื้อของลูกค้าได้รับเครื่องหมายว่าดำเนินการเสร็จแล้ว
+ หัวข้อเรื่อง : สำหรับระบุหัวข้อเรื่องของอีเมล์
+ ส่วนหัวของอีเมล์ : สำหรับระบุส่วนหัวของอีเมล์
+ หัวข้อเรื่อง (สามารถดาวน์โหลดได้) : สำหรับระบุหัวข้อเรื่องของอีเมล์ในกรณีการสั่งซื้อสินค้าที่สามารถดาวน์โหลดได้
+ ส่วนหัวของอีเมล์ (สามารถดาวน์โหลดได้ ): สำหรับระบุส่วนหัวของอีเมล์ในกรณีการสั่งซื้อสินค้าที่สามารถดาวน์โหลดได้
+ ประเภทอีเมล์ : สำหรับระบุประเภทของอีเมล์
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง”

 
 

6.4.7.6 การตั้งค่าอีเมล์แจ้ง “ใบแจ้งราคาสินค้า” : เป็นการตั้งค่าอีเมล์ใบแจ้งราคาสินค้า (Invoice) เพื่อจัดส่งให้แก่ลูกค้า
มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) จากนั้นคลิ๊ก “E-mail” จะพบหัวข้อย่อย 9 หัวข้อ (Email Options/รายการสั่งซื้อใหม่/Cencelled order/ประมวลผลรายการสั่งซื้อ/การสั่งซื้อเรียบร้อยแล้ว/ใบแจ้งราคาสินค้า/บันทึกจากลูกค้า/เปลี่ยนรหัสผ่าน/บัญชีใหม่)(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-100

(3) ให้คลิ๊กที่หัวข้อ “ใบแจ้งราคาสินค้า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-100

ในหัวข้อ “ใบแจ้งราคาสินค้า” ท่านสามารถระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้
+ เปิดใช้งาน/ปิดการใช้งาน : สำหรับคลิ๊กที่กล่อง check box เพื่อเปิดการแจ้งเตือนทางอีเมล์ ซึ่งระบบจะจัดส่งอีเมล์ใบแจ้งราคาสินค้า (Invoice) ให้ลูกค้า โดยแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลการสั่งซื้อและการชำระเงิน
+ ชื่อเรื่องอีเมล์ : สำหรับระบุชื่อเรื่องของอีเมล์
+ ส่วนหัวของอีเมล์ : สำหรับระบุส่วนหัวของอีเมล์
+ ชื่อเรื่องอีเมล์ (ชำระแล้ว) : สำหรับระบุชื่อเรื่องของอีเมล์ในกรณีที่ลูกค้าชำระเงินเรียบร้อยแล้ว
+ ส่วนหัวอีเมล์ (ชำระแล้ว) : สำหรับระบุส่วนหัวของอีเมล์ในกรณีที่ลูกค้าชำระเงินเรียบร้อยแล้ว
+ ประเภทอีเมล์ : สำหรับระบุประเภทของอีเมล์
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง”

 
 

6.4.7.7 การตั้งค่าอีเมล์แจ้ง “บันทึกจากลูกค้า” : เป็นการตั้งค่าอีเมล์แจ้งเตือนเมื่อมีบันทึกจากลูกค้า
มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) จากนั้นคลิ๊ก “E-mail” จะพบหัวข้อย่อย 9 หัวข้อ (Email Options/รายการสั่งซื้อใหม่/Cencelled order/ประมวลผลรายการสั่งซื้อ/การสั่งซื้อเรียบร้อยแล้ว/ใบแจ้งราคาสินค้า/บันทึกจากลูกค้า/เปลี่ยนรหัสผ่าน/บัญชีใหม่)(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-100

(3) ให้คลิ๊กที่หัวข้อ “บันทึกจากลูกค้า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-100

ในหัวข้อ “บันทึกจากลูกค้า” ท่านสามารถระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้
+ เปิดใช้งาน/ปิดการใช้งาน : สำหรับคลิ๊กที่กล่อง check box เพื่อเปิดการแจ้งเตือน “บันทึกจากลูกค้า” ทางอีเมล์ ซึ่งระบบจะจัดส่งอีเมล์นี้เมื่อลูกค้าได้บันทึกเพิ่มเติมลงในรายการสั่งซื้อ
+ ชื่อเรื่องอีเมล์ : สำหรับระบุชื่อเรื่องของอีเมล์
+ ส่วนหัวของอีเมล์ : สำหรับระบุส่วนหัวของอีเมล์
+ ประเภทอีเมล์ : สำหรับระบุประเภทของอีเมล์
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง”

 
 

6.4.7.8 การตั้งค่าอีเมล์แจ้ง “เปลี่ยนรหัสผ่าน” : เป็นการตั้งค่าอีเมล์แจ้งเตือนการเปลี่ยนรหัสผ่าน เมื่อลูกค้าได้ตั้งค่ารหัสผ่านใหม่
มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) จากนั้นคลิ๊ก “E-mail” จะพบหัวข้อย่อย 9 หัวข้อ (Email Options/รายการสั่งซื้อใหม่/Cencelled order/ประมวลผลรายการสั่งซื้อ/การสั่งซื้อเรียบร้อยแล้ว/ใบแจ้งราคาสินค้า/บันทึกจากลูกค้า/เปลี่ยนรหัสผ่าน/บัญชีใหม่)(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-100

(3) ให้คลิ๊กที่หัวข้อ “เปลี่ยนรหัสผ่าน” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-100

ในหัวข้อ “เปลี่ยนรหัสผ่าน” ท่านสามารถระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้
+ เปิดใช้งาน/ปิดการใช้งาน : สำหรับคลิ๊กที่กล่อง check box เพื่อเปิดการแจ้งเตือน “เปลี่ยนรหัสผ่าน” ทางอีเมล์ ซึ่งระบบจะจัดส่งอีเมล์นี้เมื่อลูกค้าได้ตั้งค่ารหัสผ่านใหม่
+ ชื่อเรื่องอีเมล์ : สำหรับระบุชื่อเรื่องของอีเมล์
+ ส่วนหัวของอีเมล์ : สำหรับระบุส่วนหัวของอีเมล์
+ ประเภทอีเมล์ : สำหรับระบุประเภทของอีเมล์
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง”

 
 

6.4.7.9 การตั้งค่าอีเมล์แจ้ง “บัญชีใหม่” : เป็นการตั้งค่าอีเมล์แจ้งเตือนเพื่อจัดส่งให้ลูกค้า เมื่อลูกค้าได้ลงชื่อผู้ใช้งาน
มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) จากนั้นคลิ๊ก “E-mail” จะพบหัวข้อย่อย 9 หัวข้อ (Email Options/รายการสั่งซื้อใหม่/Cencelled order/ประมวลผลรายการสั่งซื้อ/การสั่งซื้อเรียบร้อยแล้ว/ใบแจ้งราคาสินค้า/บันทึกจากลูกค้า/เปลี่ยนรหัสผ่าน/บัญชีใหม่)(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-100

(3) ให้คลิ๊กที่หัวข้อ “บัญชีใหม่” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-100

ในหัวข้อ “บัญชีใหม่” ท่านสามารถระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้
+ เปิดใช้งาน/ปิดการใช้งาน : สำหรับคลิ๊กที่กล่อง check box เพื่อเปิดการแจ้งเตือน “บัญชีใหม่” ทางอีเมล์ ซึ่งระบบจะจัดส่งอีเมล์นี้ให้ลูกค้า เมื่อลูกค้าได้ลงชื่อชำระเงินหรือลงชื่อในหน้าลงชื่อผู้ใช้
+ ชื่อเรื่องอีเมล์ : สำหรับระบุชื่อเรื่องของอีเมล์
+ ส่วนหัวของอีเมล์ : สำหรับระบุส่วนหัวของอีเมล์
+ ประเภทอีเมล์ : สำหรับระบุประเภทของอีเมล์
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง”

 
 

6.4.8 การตั้งค่า Webhooks
การตั้งค่า Webhooks ทำได้ดังนี้
6.4.8.1 การ Add Webhooks
6.4.8.2 การจัดการ Webhooks

6.4.8.1 การ Add Webhooks
มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) คลิ๊ก “Webhooks” >> เลือก “Add Webhook” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-100

(3) ในหน้า “Webhook Data” สามารถระบุรายละเอียด (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-100
ในหน้า “Webhook Data” ท่านสามารถระบุรายละเอียดดังนี้
+ ชื่อ
+ สถานะ : สำหรับเลือกสถานะ “ปิดการใช้งาน” “เปิดการใช้งาน” หรือ “หยุดการทำงาน”
+ Topic
+ Delivery URL
+ Secret
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊ก “Save Webhook”

6.4.8.2 การจัดการ Webhooks
มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) จากนั้นคลิ๊ก “Webhooks” >> เลือก “Webhooks” จะปรากฏรายชื่อ Webhook ที่สร้างไว้ เมื่อวางเม้าส์บน Webhook ที่สร้างไว้ จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข/Trash) >> คลิ๊ก “แก้ไข” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-100

(3) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “Webhook Data” ท่านสามารถระบุรายละเอียดดังนี้
+ ชื่อ
+ สถานะ : สำหรับเลือกสถานะ “ปิดการใช้งาน” “เปิดการใช้งาน” หรือ “หยุดการทำงาน”
+ Topic
+ Delivery URL
+ Secret
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊ก “Save Webhook”


 
 

6.4.9 การตั้งค่า Magnifier เป็นการตั้งค่าการแสดงผลของรูปภาพสินค้า โดยสามารถซูมให้เห็นรายละเอียดของสินค้าได้อย่างชัดเจน เหมาะกับสินค้าจำพวกเครื่องประดับ เพชร หรือพระเครื่อง รวมทั้งสินค้าต่างๆ ที่ต้องการแสดงให้ลูกค้าเห็นรายละเอียดสินค้าที่ชัดเจน
ตัวอย่างการแสดงผล (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096
Untitled-096

การตั้งค่า Magnifier มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) จากนั้นคลิ๊ก “Magnifier” ท่านสามารถระบุรายละเอียด (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-100

การตั้งค่า Magnifier ทำได้โดยระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้
General Settings
Enable Magnifier : การตั้งค่าเปิดปิดรูปภาพสินค้าให้แสดงผลแบบ Magnifier โดยคลิ๊กที่กล่อง Check box เพื่อเปิดการใช้งาน
+ การเปิดใช้งานรูปภาพสินค้าให้แสดงแบบ Magnifier ให้คลิ๊กที่กล่อง Check box หน้าหัวข้อ “Activated” แล้วคลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง”
+ กรณีปิดใช้งานรูปภาพสินค้าให้แสดงแบบ Magnifier ไม่ต้องคลิ๊กที่กล่อง Check box หน้าหัวข้อ “Activated”แล้วคลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง”

Magnifier Settings
Size of Magnifier Box : กำหนดขนาดของ Magnifier ที่ต้องการให้แสดงผล ค่าเริ่มต้นควรกำหนดไว้ที่ 600 x 600 px เลือก Hard Corp? ซึ่งเป็นค่าที่เหมาะกับการใช้งาน
Zoom Area Position : ตำแหน่งของการแสดงผล Magnifier
+ Right : แสดงผล Magnifier ทางด้านขวา (ค่าที่เหมาะกับการใช้งาน)
+ Inside : แสดงผล Magnifier บนรูปภาพ
Zoom Area Mobile Position : ตำแหน่งของการแสดงผล Magnifier บนมือถือ
+ Default : แสดงผล Magnifier บนรูปภาพ
+ Inside : แสดงผล Magnifier บนรูปภาพ (ค่าที่เหมาะกับการใช้งาน)
+ Disable : ปิดการแสดงผล Magnifier บนมือถือ
Loading label : แสดงผลข้อความระหว่างรอการโหลด Magnifier
Lens Opacity : กำหนดค่าความโปร่งใสของรูปภาพ (ค่าที่เหมาะกับการใช้งานคือ 0.5)

เมื่อตั้งค่า Magnifier เรียบร้อยแล้ว ให้คลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง”

 
 

6.4.10 การตั้งค่า “Print” เป็นการตั้งค่ารูปแบบสำหรับการพิมพ์ใบแจ้งราคาสินค้า (Invoices), ใบส่งของ (Delivery Notes) หรือใบเสร็จรับเงิน (Receipts) เพื่อจัดส่งให้กับลูกค้า
มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “การตั้งค่า” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-096

(2) จากนั้นคลิ๊ก “Print” ท่านสามารถระบุรายละเอียด (ดังรูปด้านล่าง)

Untitled-096

การตั้งค่า “Print” เพื่อกำหนดรูปแบบสำหรับการพิมพ์ใบแจ้งราคาสินค้า (Invoices), ใบส่งของ (Delivery Notes) หรือใบเสร็จรับเงิน (Receipts) ทำได้โดยระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้
Print Order
Company/Shop Logo : สำหรับใส่โลโก้บริษัทหรือร้านค้าของท่าน
Company/Shop Name : สำหรับระบุชื่อบริษัทหรือร้านค้าของท่าน
Company/Shop Address : สำหรับระบุที่อยู่บริษัทหรือร้านค้าของท่าน
Complimentary Close : สำหรับระบุคำลงท้าย เช่น ขอแสดงความนับถือ เป็นต้น
Returns Policy, Condition,etc : สำหรับระบุเกี่ยวกับนโยบายหรือเงื่อนไขการคืนสินค้า เช่น สินค้าราคาพิเศษเมื่อสั่งซื้อแล้วทางร้านฯ ไม่รับเปลี่ยนหรือคืนสินค้าไม่ว่ากรณีใดทั้งสิ้้น เป็นต้น
Footer : สำหรับระบุข้อความลงท้าย เช่น หมายเหตุ : โปรดเก็บใบเสร็จฉบับนี้ไว้เป็นหลักฐาน ,หรือเอกสารฉบับนี้จะสมบูรณ์เมื่อมีลายมือชื่อผู้จัดการพร้อมตราประทับ และร้านฯ ได้เรียกเงินตามเช็คได้เรียบร้อยแล้วเท่านั้น เป็นต้น
Print Options : เป็นหัวข้อสำหรับเลือกประเภทของการพิมพ์ โดยคลิ๊กที่กล่อง check box เพื่อเปิดใช้งานการพิมพ์เอกสารที่ต้องการ
Types : คลิ๊กที่กล่อง check box หน้าหัวข้อที่ต้องการ สำหรับเปิดใช้งานการพิมพ์ใบแจ้งราคาสินค้า (Invoices) หรือใบส่งของ (Delivery Notes) หรือใบเสร็จรับเงิน (Receipts)
Theme Options
Print Page Endpoint
My Account : คลิ๊กที่กล่อง check box หน้าหัวข้อที่ต้องการ สำหรับระบุตำแหน่งที่จะวางปุ่ม Print โดยอาจเลือกวางที่ตำแหน่ง “View Order” หรือ “My Account” ก็ได้แล้วแต่ความสะดวก
Email : คลิ๊กที่กล่อง check box สำหรับการกำหนดให้แสดงลิ้งก์ Print ในอีเมล์ของลูกค้า (ทั้งนี้ ท่านจะต้องตั้งค่าอีเมล์ของท่านก่อนจึงจะสามารถใช้งานได้ โดยเข้าไปตั้งค่าที่เมนู “แบบฟอร์มติดต่อ”)
Order Numbering : เป็นหัวข้อสำหรับการระบุเลขที่เอกสาร ดังนี้
Invoice Numbering
Invoice Number Start
Invoice Number Prefix
Invoice Number Suffix
Invoice Number Counter
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้วให้คลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง”

หลังจากนั้น ท่านจะสามารถพิมพ์ใบแจ้งราคาสินค้า (Invoices), ใบส่งของ (Delivery Notes) หรือใบเสร็จรับเงิน (Receipts) เพื่อจัดส่งให้กับลูกค้าได้ทันที
โดยเข้าไปที่เมนู “ตั้งค่าร้านออนไลน์” และเลือก “คำสั่งซื้อ” จะพบรายการสั่งซื้อของลูกค้า ให้สังเกตที่หัวข้อ “Actions” จะมีปุ่มต่าง ๆ ให้เลือกดำเนินการ ซึ่งรวมถึงปุ่มสำหรับการพิมพ์เอกสารดังกล่าวด้วย

Untitled-096

Untitled-096

Untitled-096


 
 

7. ผู้ใช้ เป็นเมนูเครื่องสำหรับการแสดงข้อมูลรายละเอียดของผู้ใช้งาน
การจัดการเมนู “ผู้ใช้” ทำได้ 2 กรณีดังนี้
7.1 แสดงผู้ใช้ทั้งหมด
7.2 Edit Profile

7.1 แสดงผู้ใช้ทั้งหมด เป็นการแสดงข้อมูลรายละเอียดของผู้ใช้งานที่มีอยู่ในระบบเว็บและร้านออนไลน์ของท่านทั้งหมด
มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ผู้ใช้” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “ผู้ใช้ทั้งหมด” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-103

(2) ระบบจะแสดงข้อมูลผู้ใช้งานได้แก่ ทั้งหมด, ผู้ตรวจทาน, Shop Manager ซึ่งผู้ใช้งานแต่ละประเภทจะมีรายละเอียดชื่อผู้ใช้, ชื่อ, อีเมล, บทบาท, เรื่อง, Other Roles
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-103

7.2 Edit Profile เป็นการแก้ไขโปรไฟล์ของตัวท่านเองเท่านั้น ไม่สามารถเข้าไปแก้ไขโปรโฟล์ของผู้ใช้งานอื่นได้ด้วยเหตุผลเพื่อเป็นการคุ้มครองข้อมูลความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานอื่น

การแก้ไขโปรไฟล์ของตัวท่าน มี 2 วิธีดังนี้

การแก้ไขโปรไฟล์ผู้ใช้งานวิธีที่ 1 : มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ผู้ใช้” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “Edit Profile”
Untitled-103

(2) จากนั้นในหน้า “Profile” หัวข้อ “Extended Profile” ท่านสามารถแก้ไขรายละเอียดโปรไฟล์ผู้ใช้งานของตัวท่านเอง
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-103
เมื่อดำเนินการปรับเปลี่ยนข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ให้คลิ๊กที่ “Update Profile”

การแก้ไขโปรไฟล์ผู้ใช้งานวิธีที่ 2 : มีขั้นตอนดังนี้

1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ผู้ใช้” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “ผู้ใช้ทั้งหมด” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-103

(2) ระบบจะแสดงรายชื่อผู้ใช้งานทั้งหมด เมื่อวางเม้าส์บนชื่อผู้ใช้จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข/ Extended/View) ท่านสามารถแก้ไขรายละเอียดโปรไฟล์ผู้ใช้งานของตัวท่านเอง โดยคลิ๊กที่ “Extended”
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-103

จากนั้น ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “Profile” ท่านสามารถแก้ไขรายละเอียด Profile ของท่านได้ (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-103
เมื่อดำเนินการปรับเปลี่ยนข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ให้คลิ๊กที่ “Update Profile”

สำหรับกรณีเลือก “แก้ไข” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-103
จะปรากฏข้อความแสดงให้เห็นว่าท่านไม่ได้รับสิทธิ์ให้เข้าถึงหน้าการแก้ไขโปรโฟล์ผู้ใช้งานของผู้อื่นได้ (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-103

กรณีเลือก “View” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-103
จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าตา Profile ของผู้ใช้งานที่ปรากฏบนร้านออนไลน์ (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-103

 
 

8. ไฟล์สื่อ เป็นเมนูเครื่องมือสำหรับการจัดการไฟล์สื่อ
การจัดการไฟล์สื่อ แบ่งเป็น
8.1 การจัดการคลังไฟล์สื่อ
8.2 การเพิ่มไฟล์สื่อ

 
 

8.1 การจัดการคลังไฟล์สื่อ ใช้ในการดูไฟล์สื่อที่มีอยู่ แก้ไขรายละเอียดของไฟล์สื่อ หรือลบไฟล์สื่อ
การจัดการคลังไฟล์สื่อ มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ไฟล์สื่อ” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “คลังสื่อ” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-106

(2) ระบบจะแสดงคลังไฟล์สื่อที่มีอยู่ทั้งหมด ซึ่งท่านสามารถจัดการไฟล์สื่อได้ โดยอาจเลือกดูไฟล์สื่อทั้งหมด, รูป, ไฟล์เสียง, ไฟล์วิดีโอ หรืออาจเลือกจากวันที่ก็ได้
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-106

(3) การจัดการไฟล์สื่อ ทำได้โดยการคลิ๊กที่ไฟล์สื่อ เพื่อจัดการดังนี้
+ แก้ไขรูป
+ แก้ไข URL, หัวข้อ, คำบรรยายภาพ, ข้อความ Alt, คำขยายความ
และสามารถเลือก “ดูหน้าไฟล์แนบ” “แก้ไขรายละเอียดเพิ่มเติม” หรือ “ลบอย่างถาวร” ได้

 
 

8.2 การเพิ่มไฟล์ใหม่
การเพิ่มไฟล์ใหม่ มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ไฟล์สื่อ” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “เพิ่มไฟล์ใหม่” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-106

หรือในกรณีอยู่ในหน้า “คลังไฟล์สื่อ” >> ให้คลิ๊กที่ “เพิ่มไฟล์ใหม่” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-107

(2) ท่านสามารถเพิ่มไฟล์สื่อได้โดยการวางไฟล์ลงเพื่ออัปโหลด หรืออาจเลือกหลายไฟล์ก็ได้ (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-107


 
 

9. สถิติการใช้งาน เป็นการแสดงข้อมูลสถิติการใช้งานในลักษณะต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
การดูสถิติการใช้งาน มีขั้นตอนดังนี้
ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “สถิติการใช้งาน” จะปรากฏหัวข้อการแสดงสถิติการใช้งาน ดังต่อไปนี้

9.1 Overview เป็นการแสดงข้อมูลสถิติในภาพรวมทั้งหมด
มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “สถิติการใช้งาน” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “Overview” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-107

(2) ระบบจะแสดงสถิติการใช้งานแบบ Overview (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-107

9.2 Browsers เป็นการแสดงสถิติการใช้งานแบบ Browsers
มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “สถิติการใช้งาน” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “Browsers” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-107

(2) ระบบจะแสดงสถิติการใช้งานแบบ Browsers (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-107

9.3 Exclusions เป็นการแสดงสถิติการใช้งานแบบ Exclusions
มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “สถิติการใช้งาน” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “Exclusions” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-107

(2) ระบบจะแสดงสถิติการใช้งานแบบ Exclusions (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-107

9.4 Hits เป็นการแสดงสถิติการใช้งานแบบ Hits
มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “สถิติการใช้งาน” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “Hits” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-107

(2) ระบบจะแสดงสถิติการใช้งานแบบ Hits (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-107

9.5 Online เป็นการแสดงสถิติการใช้งานแบบ Online
มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “สถิติการใช้งาน” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “Online” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-107

(2) ระบบจะแสดงสถิติการใช้งานแบบ Online (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-107

9.6 Pages เป็นการแสดงสถิติการใช้งานแบบ Pages
มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “สถิติการใช้งาน” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “Pages”(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-107

(2) ระบบจะแสดงสถิติการใช้งานแบบ Pages (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-107

9.7 Referrers เป็นการแสดงสถิติการใช้งานแบบ Referrers
มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “สถิติการใช้งาน” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “Referrers” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-107

(2) ระบบจะแสดงสถิติการใช้งานแบบ Referrers (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-107

9.8 Searches เป็นการแสดงสถิติการใช้งานแบบ Searches
มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “สถิติการใช้งาน” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “Searches” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-107

(2) ระบบจะแสดงสถิติการใช้งานแบบ Searches (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-107

9.9 Search Words เป็นการแสดงสถิติการใช้งานแบบ Search Words
มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “สถิติการใช้งาน” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “Search Words” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-107

(2) ระบบจะแสดงสถิติการใช้งานแบบ Search Words (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-107

9.10 Top Visitors Today เป็นการแสดงสถิติการใช้งานแบบ Top Visitors Today
มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “สถิติการใช้งาน” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “Top Visitors Today” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-107

(2) ระบบจะแสดงสถิติการใช้งานแบบ Top Visitors Today (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-107

9.11 Visitors เป็นการแสดงสถิติการใช้งานแบบ Visitors
มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “สถิติการใช้งาน” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “Visitors” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-107

(2) ระบบจะแสดงสถิติการใช้งานแบบ Visitors (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-107


 
 

10. ปิดร้านชั่วคราว เป็นเครื่องมือสำหรับการตั้งค่าสถานะการเปิด/ปิดหน้าร้านค้าออนไลน์
มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้คลิ๊กที่เมนู “ปิดร้านชั่วคราว” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-107

(2) จากนั้นให้เลือกระบุสถานะการเปิดร้าน (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-107

+ Acivated คือสถานะเปิดร้านตามปกติ ซึ่งเป็นสถานะที่ถูกตั้งค่าไว้อยู่แล้ว
+ Deactivated คือสถานะปิดร้านชั่วคราว ใช้ในกรณีที่มีการปรับปรุงร้านค้าแต่ยังไม่แล้วเสร็จ หากไม่ต้องการให้ลูกค้าเห็นหน้าร้านที่ยังไม่เรียบร้อย สามารถปิดร้านชั่วคราวได้โดยคลิ๊กที่ Deactivated
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊ก “Save settings”

 
 

11. ปลั๊กอินเสริมอื่น ๆ เป็นโปรแกรมเสริมสำหรับลูกค้าเฉพาะบาง package เท่านั้น
ปลั๊กอิน (plug in) คือ โปรแกรมเสริมชนิดหนึ่งซึ่งจะเพิ่มความสามารถให้กับโปรแกรมหลัก โดยปลั๊กอินจะถูกออกแบบให้มีความสามารถเฉพาะอย่าง ซึ่งเป็นความสามารถเสริมที่ช่วยให้โปรแกรมหลักทำงานได้ดีขึ้น
หรือช่วยเพิ่มลูกเล่นต่าง ๆ ให้โปรแกรมหลัก หรือเพิ่มความสามารถพิเศษบางให้โปรแกรมหลัก
ทั้งนี้ www.planils.com (ปลานิล.คอม) ได้จัดเตรียมปลั๊กอินให้กับลูกค้าไว้หลายประเภท แต่การใช้งานปลั๊กอินแต่ละประเภทจะขึ้นอยู่กับ package ที่ลูกค้าเลือกใช้งาน

 
 

11.1 แบบฟอร์มติดต่อ สำหรับสร้างและจัดการแก้ไขแบบฟอร์มสำหรับให้ลูกค้าติดต่อ
แบบฟอร์มติดต่อ : เป็นโปรแกรมเสริมสำหรับลูกค้าเฉพาะบาง package เท่านั้น
การจัดการแบบฟอร์มติดต่อ แบ่งเป็น
11.1.1 การเพิ่มแบบฟอร์มติดต่อ
11.1.2 การจัดการแก้ไขแบบฟอร์มติดต่อ
11.1.3 การตั้งค่าอีเมล์แบบฟอร์มติดต่อ

 
 

11.1.1 การเพิ่มแบบฟอร์มติดต่อ
การเพิ่มแบบฟอร์มติดต่อ มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “แบบฟอร์มติดต่อ” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “เพิ่มใหม่” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-105
หรืออาจคลิ๊กที่ “เพิ่มใหม่” (ดังรูปด้านล่าง) ก็ได้เช่นกัน
Untitled-105

(2) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “เพิ่มแบบฟอร์มติดต่อใหม่” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-105

(3) ในหน้า “เพิ่มแบบฟอร์มติดต่อขึ้นใหม่” สามารถเลือกใช้ภาษาค่าเริ่มต้น (ภาษาไทย) หรือใช้ภาษาอื่นก็ได้
กรณีการเพิ่มแบบฟอร์มติดต่อใหม่เป็นภาษาค่าเริ่มต้น (ภาษาไทย) : เมื่อวางเม้าส์บนเมนู “แบบฟอร์มติดต่อ” >>คลิ๊กหัวข้อ “เพิ่มใหม่” ตามขั้นตอนที่ (1) แล้วก็สามารถใส่รายละเอียดได้เลย
กรณีต้องการเพิ่มแบบฟอร์มติดต่อใหม่เป็นภาษาอื่น : เมื่อวางเม้าส์บนเมนู “แบบฟอร์มติดต่อ” >>คลิ๊กหัวข้อ “เพิ่มใหม่” ตามขั้นตอนที่ (1) แล้ว >> ให้คลิ๊กที่ “เลือกภาษา” และคลิ๊ก “เพิ่มใหม่”

เมื่อดำเนินการดังกล่าวแล้ว จึงกรอกข้อมูล (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-105

+ แบบฟอร์มติดต่อ : ชื่อแบบฟอร์มติดต่อ
+ แบบฟอร์ม : แบบฟอร์มที่กำหนดไว้สำหรับให้ลูกค้ากรอกเพื่อทำการติดต่อร้านออนไลน์ของท่าน
+ สร้างป้ายกำกับ : สำหรับสร้างป้ายกำกับ
+ อีเมล์ : สังเกตว่า ในหัวข้อ (ถึง : ) ต้องเป็นชื่ออีเมล์ร้านออนไลน์ของท่าน
+ เนื้อหาข้อความ

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊ก “บันทึก”

 
 

11.1.2 การจัดการแก้ไขแบบฟอร์มติดต่อ เป็นการจัดการแก้ไขแบบฟอร์มติดต่อที่ได้สร้างไว้แล้ว

การจัดการแก้ไขแบบฟอร์มติดต่อ มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “แบบฟอร์มติดต่อ” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “แบบฟอร์มติดต่อ”
Untitled-104

(2) วางเม้าส์บนหัวข้อแบบฟอร์มติดต่อที่ได้สร้างไว้ จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข/ทำซ้ำ) >> ให้คลิ๊ก”แก้ไข”
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-104

(3) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “แก้ไขแบบฟอร์มติดต่อ” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-104

ในหน้า “แก้ไขแบบฟอร์มติดต่อ” สามารถจัดการแก้ไขแบบฟอร์มติดต่อที่สร้างไว้ ดังนี้
+ แบบฟอร์มติดต่อ : ชื่อแบบฟอร์มติดต่อ
+ แบบฟอร์ม : แบบฟอร์มที่กำหนดไว้สำหรับให้ลูกค้ากรอกเพื่อทำการติดต่อร้านออนไลน์ของท่าน
+ อีเมล์ : สังเกตว่า ในหัวข้อ (ถึง : ) ต้องเป็นชื่ออีเมล์ร้านออนไลน์ของท่าน
+ ข้อความ

 
 

11.1.3 การตั้งค่าอีเมล์แบบฟอร์มติดต่อ
มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “แบบฟอร์มติดต่อ” >> คลิ๊ก “แบบฟอร์มติดต่อ” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “ตั้งค่าอีเมล์ (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-105

(2) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “Advanced Email Option” ให้ระบุรายละเอียด (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-105
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง” ทั้งนี้ อาจทดสอบส่งอีเมล์ที่ได้ตั้งค่าไว้ได้โดยการคลิ๊กที่ปุ่ม “Send Test”

 
 

11.2 Revolution Slider เป็นเมนูเครื่องมือสำหรับจัดการ Revolution Slider เพื่อการแสดงภาพแบบสไลเดอร์ (Slider)

การแสดงภาพแบบสไลเดอร์ (Slider) คือ การนำภาพมาแสดงบนหน้าเว็บและร้านออนไลน์ในลักษณะที่ภาพนั้นสามารถเคลื่อนไหวได้ ( Slider) หรือภาพนั้นสามารถที่จะเลื่อนไปด้านซ้ายหรือด้านขวาได้

วัตถุประสงค์ ของการทำสไลด์ภาพโชว์บนหน้าเว็บ หรือสร้างภาพให้สามารถสไลด์โชว์บนเว็บและร้านออนไลน์ได้
+ การทำสไลด์ภาพโชว์เพื่อความสวยงามของหน้าเว็บและร้านออนไลน์
+ การทำสไลด์ภาพโชว์เพื่อสร้างความน่าดึงดูดใจและเพิ่มความน่าสนใจให้กับหน้าเว็บและร้านออนไลน์

Revolution Slider : เป็นโปรแกรมเสริมสำหรับลูกค้าเฉพาะบาง package เท่านั้น

การจัดการ Revolution Slider แบ่งเป็น
11.2.1 Create New Slider
11.2.2 Edit Slider
11.2.3 Edit Slides

 
 

11.2.1 Create New Slider เป็นการสร้างภาพสไลเดอร์ (Slider) ขึ้นมาใหม่

การแสดงภาพแบบสไลเดอร์ (Slider)หรือการทำสไลด์ภาพโชว์ คือ การนำภาพมาแสดงบนหน้าเว็บและร้านออนไลน์ในลักษณะที่ภาพนั้นสามารถเคลื่อนไหวได้ ( Slider) หรือภาพนั้นสามารถที่จะเลื่อนไปด้านซ้ายหรือด้านขวาได้

วัตถุประสงค์ ของการทำสไลด์ภาพโชว์บนหน้าเว็บ หรือสร้างภาพให้สามารถสไลด์โชว์บนเว็บและร้านออนไลน์ได้ มีดังนี้
+ การทำสไลด์ภาพโชว์เพื่อความสวยงามของหน้าเว็บและร้านออนไลน์
+ การทำสไลด์ภาพโชว์เพื่อสร้างความน่าดึงดูดใจและเพิ่มความน่าสนใจให้กับหน้าเว็บและร้านออนไลน์

การสร้างภาพสไลเดอร์ (Slider) ขึ้นมาใหม่ และการใส่ข้อมูลภาพสไลด์ มีขั้นตอนดังนี้

(1) คลิ๊กเมนู “Revolution Slider” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “Create New Slider” เพื่อสร้างสไลเดอร์ขึ้นมาใหม่(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-105

(2) จากนั้นให้ระบุข้อมูล หรือใส่ข้อมูลภาพสไลด์โชว์สำหรับแสดงบนหน้าเว็บและร้านออนไลน์ (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-105

+ Slider Title : สำหรับระบุชื่อหัวข้อสไลเดอร์
+ Slider Alias : สำหรับระบุุนามแฝงหรือกำหนดค่าตัวแปลเพื่อให้ปรากฏใน Slider Shortcode
+ Slider Shortcode : เป็นค่า Shortcode ซึ่งจะเปลี่ยนไปตาม Slider Alias ที่ระบุไว้ ในการนำไปใช้งานสามารถคัดลอก Slider Shortcode นี้
ไปใช้งานได้เลย
+ Slider Layout : สำหรับเลือกรูปแบบของสไลเดอร์ ได้แก่
++ Fixed คือ การกำหนดสไลเดอร์ให้เป็นไปตามขนาดภาพ
++ Custom คือ การกำหนดสไลเดอร์ให้ตามที่ระบุไว้ด้วยตนเอง
++ Auto Responsive คือ การกำหนดสไลเดอร์ให้ปรับค่าตามหน้าจออุปกรณ์
++ Full Screen คือ การกำหนดสไลเดอร์ให้เต็มหน้าจอ
++ Grid Settings : สำหรับตั้งค่าความกว้างและความสูงของสไลเดอร์

นอกจากนี้ยังสามารถระบุข้อมูลอื่นๆ ได้อีกด้วย ได้แก่
+ General Setting
+ Delay : การกำหนดความเร็วในการแสดงผลของสไลเดอร์
+ Shuffle Mode : เลือกเปิด/ปิด การสุ่มสลับการแสดงภาพของสไลเดอร์ ซึ่งจะได้รับการสุ่มเพียงครั้งเดียวในช่วงเริ่มต้น
+ Lazy Load : เลือกเปิด/ปิด การโหลดภาพจะโหลดตามความต้องการ ซึ่งจะเป็นความเร็วในการโหลดของสไลเดอร์
+ Use Multi Language (WPML) : เลือกเปิด/ปิด การแสดงการควบคุมหลายภาษาผ่านสไลเดอร์
+ Load Google Font : เลือกตกลง/ไม่ตกลง ในการโหลดฟอนต์ของ Google
+ Stop Slider : เลือกเปิด/ปิด การเคลื่อนไหวของสไลเดอร์
+ Stop After Loops : กำหนดรอบในการหยุด
+ Stop At Slide : กำหนดให้หยุดที่สไลเดอร์ใด
+ Position
+ Position on the page : กำหนดตำแหน่งบนหน้าจอ สามารถเลือก Left(ซ้าย), Center(กลาง) หรือ Right(ขวา)
+ Margin Top : กำหนดระยะห่างจากด้านบน
+ Margin Bottom : กำหนดระยะห่างจากด้านบน
+ Margin Left : กำหนดระยะห่างจากด้านซ้าย
+ Margin Right : กำหนดระยะห่างจากด้านขวา
+ Appearance
+ Shadow Type : กำหนดรูปแบบของเงา
+ Show Timer Line : กำหนดเส้นจับเวลา สามารถเลือกวางไว้ในตำแหน่ง Top(ด้านบน), Bottom(ด้านล่าง), หรือ Hide(ซ่อน)
+ Background color : กำหนดสีพื้นหลัง
+ Padding (border) : กำหนดระยะขอบ
+ Show Background Image : เลือกตกลง/ไม่ตกลง ในการแสดงภาพพื้นหลัง
+ Background Image Url : ระบุ Url ของรูปภาพพื้นหลัง
+ Navigation
+ Touch Enabled : เลือกเปิด/ปิด การสัมผัสภาพสไลเดอร์
+ Stop On Hover : เลือกเปิด/ปิด การหยุดเมื่อมีการวางเม้าส์บนสไลเดอร์
+ Navigation Type : เลือกรูปแบบของปุ่มนำทาง ได้แก่ None, Bullet, Thumb, both
+ Navigation Arrows : เลือกลูกศรนำทาง ได้แก่ With Bullets, Solo, None
+ Navigation Style : เลือกลักษณะของการนำทาง ได้แก่ Round, Navbar, Old Round, Old Square, Old Nabar
+ Always Show Navigation : เลือก Yes/No สำหรับการแสดงการนำทางตลอดเวลา
+ Hide Navigion After : ระบุเวลาสำหรับการซ่อนหรือไม่แสดงการนำทาง

+ Navigation Horizontal Align : จัดแนวนอนของเครื่องหมายนำทาง(Bullet/Thumb) โดยระบุให้วางในตำแหน่ง Left, Center, Right
+ Navigation Vertical Align : จัดแนวตั้งของเครื่องหมายนำทาง(Bullet/Thumb) โดยระบุให้วางในตำแหน่ง Top, Center, Bottom
+ Navigation Horizontal Offset : กำหนดค่าชดเชยจากตำแหน่งแนวนอนปัจจุบันของ(Bullet/Thumb) ในทิศทางบวกและลบ
+ Navigation Vertical Offset : กำหนดค่าชดเชยจากตำแหน่งแนวตั้งปัจจุบันของ(Bullet/Thumb) ในทิศทางบวกและลบ

+ Left Arrow Horizontal Align : จัดแนวนอนของลูกศรซ้าย ( เฉพาะในกรณีที่ลูกศรไม่ได้ติดกับ Bullet) โดยระบุให้วางในตำแหน่ง Left, Center, Right
+ Left Arrow Vertical Align : จัดแนวตั้งของลูกศรซ้าย ( เฉพาะในกรณีที่ลูกศรไม่ได้ติดกับ Bullet) โดยระบุให้วางในตำแหน่ง Top, Center, Bottom
+ Left Arrow Horizontal Offset : กำหนดค่าชดเชยจากตำแหน่งแนวนอนปัจจุบันของลูกศรซ้าย ในทิศทางบวกและลบ
+ Left Arrow Vertical Offset : กำหนดค่าชดเชยจากตำแหน่งแนวตั้งปัจจุบันของลูกศรซ้าย ในทิศทางบวกและลบ

+ Right Arrow Horizontal Align : จัดแนวนอนของลูกศรขวา ( เฉพาะในกรณีที่ลูกศรไม่ได้ติดกับ Bullet) โดยระบุให้วางในตำแหน่ง Left, Center, Right
+ Right Arrow Vertical Align : จัดแนวตั้งของลูกศรขวา ( เฉพาะในกรณีที่ลูกศรไม่ได้ติดกับ Bullet) โดยระบุให้วางในตำแหน่ง Top, Center, Bottom
+ Right Arrow Horizontal Offset : กำหนดค่าชดเชยจากตำแหน่งแนวนอนปัจจุบันของลูกศรขวา ในทิศทางบวกและลบ
+ Right Arrow Vertical Offset : กำหนดค่าชดเชยจากตำแหน่งแนวตั้งปัจจุบันของลูกศรขวา ในทิศทางบวกและลบ
+ Thumbnails
+ Thumb Width : กำหนดความกว้างพื้นฐานของรูปขนาดเล็ก
+ Thumb Height : กำหนดความสูงพื้นฐานของรูปขนาดเล็ก
+ Thumb Amount : กำหนดขนาดโดยประมาณของ Thumbnails ที่มองเห็นได้ในเวลาเดียวกัน
+ Mobile Visibility
+ Hide Slider Under Width : ระบุความกว้างสำหรับซ่อน/ไม่แสดง สไลเดอร์ , ทำงานเฉพาะใน responsive style, ไม่สามารถใช้ได้เต็มความกว้าง
+ Hide Defined Layers Under Width : ระบุความกว้างสำหรับซ่อน/ไม่แสดง บางคุณสมบัติที่กำหนดไว้
+ Hide All Layers Under Width : ระบุความกว้างสำหรับซ่อน/ไม่แสดง ทุก layer
+ Alternative First Slide
+ Start With Slide : ระบุจำนวนสไลด์เริ่มต้น
+ First Transition Active : เปิด/ปิด การแสดงผลของสไลเดอร์แรก
+ First Transition Type : กำหนดรูปแบบการแสดงผลของสไลเดอร์แรก เช่น Random, Fade เป็นต้น
+ First Transition Duration : กำหนดความต่อเนื่องในการแสดงผลของสไลเดอร์แรก
+ First Transition Slot Amount : กำหนดช่วงเวลาในการแสดงผลของสไลเดอร์แรก
+ Troubleshooting : คือเครื่องมือสำหรับการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น (สำหรับการตั้งค่า Slider ขั้นสูง)
+ JQuery No Conflict Mode : เปิด/ปิด ค่า JQuery
+ Put JS Includes To Body : เพิ่มการใช้งานลงไปในส่วน Body Code
+ Output Filters Protection : ตั้งค่าการแสดงผล

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊กปุ่ม “Create New Slider”

 
 

11.2.2 Edit Slider เป็นการปรับแก้ไขการตั้งค่าภาพสไลเดอร์ (Slider) ที่มีอยู่แล้วหรือที่ได้สร้างไว้แล้ว

การแสดงภาพแบบสไลเดอร์ (Slider) หรือการทำสไลด์ภาพโชว์ คือ การนำภาพมาแสดงบนหน้าเว็บและร้านออนไลน์ในลักษณะที่ภาพนั้นสามารถเคลื่อนไหวได้ ( Slider) หรือภาพนั้นสามารถที่จะเลื่อนไปด้านซ้ายหรือด้านขวาได้

วัตถุประสงค์ ของการทำสไลด์ภาพโชว์บนหน้าเว็บ หรือสร้างภาพให้สามารถสไลด์โชว์บนเว็บและร้านออนไลน์ได้
+ การทำสไลด์ภาพโชว์เพื่อความสวยงามของหน้าเว็บและร้านออนไลน์
+ การทำสไลด์ภาพโชว์เพื่อสร้างความน่าดึงดูดใจและเพิ่มความน่าสนใจให้กับหน้าเว็บและร้านออนไลน์

การปรับแก้ไขการตั้งค่าภาพสไลเดอร์ (Slider) ที่มีอยู่แล้วหรือที่ได้สร้างไว้แล้ว มีขั้นตอนดังนี้

(1) คลิ๊กเมนู “Revolution Slider” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “Edit Slider” เพื่อทำการปรับแก้ไขการตั้งค่า Slider (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-105

(2) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “Main Slider Settings” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-105

(3) ในหน้า “Main Slider Settings” สามารถปรับแก้ไขการตั้งค่าสไลเดอร์ 11 หัวข้อ ได้แก่
+ Main Slider Settings
+ General Setting
+ Position
+ Appearance
+ Navigation
+ Thumbnails
+ Mobile Visibility
+ Alternative First Slide
+ Troubleshooting
+ Import / Export
+ API Functions

+ Main Slider Settings
+ Slider Title : สำหรับระบุชื่อหัวข้อสไลเดอร์
+ Slider Alias : สำหรับระบุุนามแฝงหรือกำหนดค่าตัวแปลเพื่อให้ปรากฏใน Slider Shortcode
+ Slider Shortcode : เป็นค่า Shortcode ซึ่งจะเปลี่ยนไปตาม Slider Alias ที่ระบุไว้ ในการนำไปใช้งานสามารถคัดลอก Slider Shortcode นี้ไปใช้งานได้เลย
+ Slider Layout : สำหรับเลือกรูปแบบของสไลเดอร์ ได้แก่
+ Fixed คือ การกำหนดสไลเดอร์ให้เป็นไปตามขนาดภาพ
+ Custom คือ การกำหนดสไลเดอร์ให้ตามที่ระบุไว้ด้วยตนเอง
+ Auto Responsive คือ การกำหนดสไลเดอร์ให้ปรับค่าตามหน้าจออุปกรณ์
+ Full Screen คือ การกำหนดสไลเดอร์ให้เต็มหน้าจอ
+ Grid Settings : สำหรับตั้งค่าความกว้างและความสูงของสไลเดอร์

+ General Setting
+ Delay : การกำหนดความเร็วในการแสดงผลของสไลเดอร์
+ Shuffle Mode : เลือกเปิด/ปิด การสุ่มสลับการแสดงภาพของสไลเดอร์ ซึ่งจะได้รับการสุ่มเพียงครั้งเดียวในช่วงเริ่มต้น
+ Lazy Load : เลือกเปิด/ปิด การโหลดภาพจะโหลดตามความต้องการ ซึ่งจะเป็นความเร็วในการโหลดของสไลเดอร์
+ Use Multi Language (WPML) : เลือกเปิด/ปิด การแสดงการควบคุมหลายภาษาผ่านสไลเดอร์
+ Load Google Font : เลือกตกลง/ไม่ตกลง ในการโหลดฟอนต์ของ Google
+ Stop Slider : เลือกเปิด/ปิด การเคลื่อนไหวของสไลเดอร์
+ Stop After Loops : กำหนดรอบในการหยุด
+ Stop At Slide : กำหนดให้หยุดที่สไลเดอร์ใด

+ Position
+ Position on the page : กำหนดตำแหน่งบนหน้าจอ สามารถเลือก Left(ซ้าย), Center(กลาง) หรือ Right(ขวา)
+ Margin Top : กำหนดระยะห่างจากด้านบน
+ Margin Bottom : กำหนดระยะห่างจากด้านบน
+ Margin Left : กำหนดระยะห่างจากด้านซ้าย
+ Margin Right : กำหนดระยะห่างจากด้านขวา
+ Appearance
+ Shadow Type : กำหนดรูปแบบของเงา
+ Show Timer Line : กำหนดเส้นจับเวลา สามารถเลือกวางไว้ในตำแหน่ง Top(ด้านบน), Bottom(ด้านล่าง), หรือ Hide(ซ่อน)
+ Background color : กำหนดสีพื้นหลัง
+ Padding (border) : กำหนดระยะขอบ
+ Show Background Image : เลือกตกลง/ไม่ตกลง ในการแสดงภาพพื้นหลัง
+ Background Image Url : ระบุ Url ของรูปภาพพื้นหลัง

+ Navigation
+ Touch Enabled : เลือกเปิด/ปิด การสัมผัสภาพสไลเดอร์
+ Stop On Hover : เลือกเปิด/ปิด การหยุดเมื่อมีการวางเม้าส์บนสไลเดอร์
+ Navigation Type : เลือกรูปแบบของปุ่มนำทาง ได้แก่ None, Bullet, Thumb, both
+ Navigation Arrows : เลือกลูกศรนำทาง ได้แก่ With Bullets, Solo, None
+ Navigation Style : เลือกลักษณะของการนำทาง ได้แก่ Round, Navbar, Old Round, Old Square, Old Nabar
+ Always Show Navigation : เลือก Yes/No สำหรับการแสดงการนำทางตลอดเวลา
+ Hide Navigion After : ระบุเวลาสำหรับการซ่อนหรือไม่แสดงการนำทาง

+ Navigation Horizontal Align : จัดแนวนอนของเครื่องหมายนำทาง(Bullet/Thumb) โดยระบุให้วางในตำแหน่ง Left, Center, Right
+ Navigation Vertical Align : จัดแนวตั้งของเครื่องหมายนำทาง(Bullet/Thumb) โดยระบุให้วางในตำแหน่ง Top, Center, Bottom
+ Navigation Horizontal Offset : กำหนดค่าชดเชยจากตำแหน่งแนวนอนปัจจุบันของ(Bullet/Thumb) ในทิศทางบวกและลบ
+ Navigation Vertical Offset : กำหนดค่าชดเชยจากตำแหน่งแนวตั้งปัจจุบันของ(Bullet/Thumb) ในทิศทางบวกและลบ

+ Left Arrow Horizontal Align : จัดแนวนอนของลูกศรซ้าย ( เฉพาะในกรณีที่ลูกศรไม่ได้ติดกับ Bullet) โดยระบุให้วางในตำแหน่ง Left, Center, Right
+ Left Arrow Vertical Align : จัดแนวตั้งของลูกศรซ้าย ( เฉพาะในกรณีที่ลูกศรไม่ได้ติดกับ Bullet) โดยระบุให้วางในตำแหน่ง Top, Center, Bottom
+ Left Arrow Horizontal Offset : กำหนดค่าชดเชยจากตำแหน่งแนวนอนปัจจุบันของลูกศรซ้าย ในทิศทางบวกและลบ
+ Left Arrow Vertical Offset : กำหนดค่าชดเชยจากตำแหน่งแนวตั้งปัจจุบันของลูกศรซ้าย ในทิศทางบวกและลบ

+ Right Arrow Horizontal Align : จัดแนวนอนของลูกศรขวา ( เฉพาะในกรณีที่ลูกศรไม่ได้ติดกับ Bullet) โดยระบุให้วางในตำแหน่ง Left, Center, Right
+ Right Arrow Vertical Align : จัดแนวตั้งของลูกศรขวา ( เฉพาะในกรณีที่ลูกศรไม่ได้ติดกับ Bullet) โดยระบุให้วางในตำแหน่ง Top, Center, Bottom
+ Right Arrow Horizontal Offset : กำหนดค่าชดเชยจากตำแหน่งแนวนอนปัจจุบันของลูกศรขวา ในทิศทางบวกและลบ
+ Right Arrow Vertical Offset : กำหนดค่าชดเชยจากตำแหน่งแนวตั้งปัจจุบันของลูกศรขวา ในทิศทางบวกและลบ

+ Thumbnails
+ Thumb Width : กำหนดความกว้างพื้นฐานของรูปขนาดเล็ก
+ Thumb Height : กำหนดความสูงพื้นฐานของรูปขนาดเล็ก
+ Thumb Amount : กำหนดขนาดโดยประมาณของ Thumbnails ที่มองเห็นได้ในเวลาเดียวกัน

+ Mobile Visibility
+ Hide Slider Under Width : ระบุความกว้างสำหรับซ่อน/ไม่แสดง สไลเดอร์ , ทำงานเฉพาะใน responsive style, ไม่สามารถใช้ได้เต็มความกว้าง
+ Hide Defined Layers Under Width : ระบุความกว้างสำหรับซ่อน/ไม่แสดง บางคุณสมบัติที่กำหนดไว้
+ Hide All Layers Under Width : ระบุความกว้างสำหรับซ่อน/ไม่แสดง ทุก layer

+ Alternative First Slide
+ Start With Slide : ระบุจำนวนสไลด์เริ่มต้น
+ First Transition Active : เปิด/ปิด การแสดงผลของสไลเดอร์แรก
+ First Transition Type : กำหนดรูปแบบการแสดงผลของสไลเดอร์แรก เช่น Random, Fade เป็นต้น
+ First Transition Duration : กำหนดความต่อเนื่องในการแสดงผลของสไลเดอร์แรก
+ First Transition Slot Amount : กำหนดช่วงเวลาในการแสดงผลของสไลเดอร์แรก

+ Troubleshooting : คือเครื่องมือสำหรับการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น (สำหรับการตั้งค่า Slider ขั้นสูง)
+ JQuery No Conflict Mode : เปิด/ปิด ค่า JQuery
+ Put JS Includes To Body : เพิ่มการใช้งานลงไปในส่วน Body Code
+ Output Filters Protection : ตั้งค่าการแสดงผล

+ Import / Export : สำหรับการสำรองข้อมูลการตั้งค่าสไลเดอร์
+ Import : สำหรับการนำข้อมูลการตั้งค่าสไลเดอร์ที่เก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้งาน
+ Export : สำหรับสำรองข้อมูลการตั้งค่าสไลเดอร์เก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์

+ API Functions : สำหรับการเขียนโปรแกรมขั้นสูง

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊กปุ่ม “Update Slider”
ทั้งนี้ อาจเลือก “Delete Slider” หรือ “Close” หรือ “Edit Slides” รวมทั้งสามารถดูแบบร่างก่อนก็ได้โดยคลิ๊กที่ “Preview Slider”


 
 

11.2.3 Edit Slides เป็นเครื่องมือสำหรับการตั้งค่าเพื่อนำภาพไปแสดงแบบสไลเดอร์ (Slider) บนหน้าเว็บและร้านออนไลน์

การแสดงภาพแบบสไลเดอร์ (Slider) หรือการทำสไลด์ภาพโชว์ คือ การนำภาพมาแสดงบนหน้าเว็บและร้านออนไลน์ในลักษณะที่ภาพนั้นสามารถเคลื่อนไหวได้ ( Slider) หรือภาพนั้นสามารถที่จะเลื่อนไปด้านซ้ายหรือด้านขวาได้

วัตถุประสงค์ ของการทำสไลด์ภาพโชว์บนหน้าเว็บ หรือสร้างภาพให้สามารถสไลด์โชว์บนเว็บและร้านออนไลน์ได้ ก็เพื่อความสวยงามของหน้าเว็บและร้านออนไลน์ รวมทั้งเพื่อสร้างความน่าดึงดูดใจและเพิ่มความน่าสนใจให้กับหน้าเว็บและร้านออนไลน์

การตั้งค่าแสดงภาพสไลด์โชว์ในหน้าแรกของเว็บ มี 2 ขั้นตอนสำคัญ คือ
1. การเพิ่มรูปภาพ
2. การตั้งค่าแสดงภาพสไลด์โชว์ในหน้าแรกของเว็บ

1. การเพิ่มรูปภาพ มีขั้นตอนดังนี้

(1) คลิ๊กที่เมนู “Revolution Slider” ท่านจะพบกับหัวข้อสไลด์ชื่อ “promote (imageslider)” โดยมี Shortcode ชื่อ rev_slider imageslider (ดังรูปด้านล่าง)

หมายเหตุ : ท่านจะต้องไม่ลบสไลด์ชื่อ “promote (imageslider)” และต้องเพิ่มรูปลงในสไลด์นี้เท่านั้น

(2) เมื่อคลิ๊กที่เมนู “Revolution Slider” และพบกับหัวข้อสไลด์ชื่อ “promote (imageslider)”ดังกล่าวแล้ว >> ให้คลิ๊กที่ “Edit Slides” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-105

(3) ในหน้า “Slides List” ให้คลิ๊ก “New Slide” เพื่อเพิ่มรูปภาพ
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-105

จากนั้นระบบจะนำเข้าสู่หน้า “Select image or multiple images to add slide or slides” ให้ท่านเลือกรูปภาพเพื่อนำไปแสดงแบบสไลเดอร์ (Slider) บนเว็บและร้านออนไลน์ได้ โดยอาจจะเลือกกี่รูปก็ได้ (ดังรูปด้านล่าง)

Untitled-105

เมื่อเลือกรูปที่จะนำไปแสดงแบบสไลเดอร์ (Slider) ตามจำนวนที่ต้องการเสร็จแล้ว ให้คลิ๊ก “Insert”

2. การตั้งค่าแสดงภาพสไลด์โชว์ในหน้าแรกของเว็บ

เมื่อได้เพิ่มรูปภาพลงในสไลด์ชื่อ “promote (imageslider)” แล้ว รูปภาพที่เพิ่มไปนั้น จะไม่แสดงในหน้าเว็บและร้านออนไลน์
ในทันที เพราะหน้าแรกของเว็บและร้านออนไลน์จะถูกตั้งค่าเป็น “เทมเพลตค่าเริ่มต้น” ซึ่งเป็นการกำหนดให้หน้าแรกแสดงรูปพิเศษของบทความล่าสุดที่ท่านได้โพสไว้
ดังนั้น หากต้องการให้หน้าแรกของเว็บแสดงรูปภาพที่เลือกไว้ในแบบสไลด์โชว์แทนค่าเริ่มต้น ท่านจะต้องทำการตั้งค่าคุณสมบัติหน้าแรก ซึ่งมีขั้นตอนดำเนินการง่าย ๆ ดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “หน้า” >> และคลิ๊ก “หน้าทั้งหมด”
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-031

(2) ระบบจะแสดงหน้าทั้งหมดที่มีอยู่ จากนั้นให้วางเม้าส์บนหัวข้อ “หน้าแรก” จะปรากฏแถบเครื่องมือ (แก้ไข/แก้ไขอย่างเร็ว/ถังขยะ/ดู) >> ให้คลิ๊ก “แก้ไข”
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-030

(3) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “แก้ไขหน้า” ซึ่งในหน้า “แก้ไขหน้า” หัวข้อ“คุณสมบัติหน้า” นั้น ให้ท่านดำเนินการดังนี้
+ เปลี่ยนจาก “เทมเพลตค่าเริ่มต้น” โดยตั้งค่าเป็น “Homepage – bg + no article list” หรือ
+ เปลี่ยนจาก “เทมเพลตค่าเริ่มต้น” โดยตั้งค่าเป็น “Homepage – bg – no article list”

(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-035

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้ไปที่หัวข้อ “เผยแพร่” ซึ่งอยู่บริเวณมุมบนด้านขวามือ จากนั้นจึงกำหนดสถานะการเผยแพร่แล้วคลิ๊กปุ่ม “อัปเดท” เพียงเท่านี้ ในหน้าแรกของเว็บและร้านออนไลน์ก็จะแสดงรูปแบบสไลด์โชว์ได้อย่างสวยงามตามที่ท่านต้องการ


 
 

11.3 Email Newsletter เป็นเมนูเครื่องมือสำหรับจัดการจดหมายข่าว
Email Newsletter คือ จดหมายข่าวที่ส่งทางอีเมลล์ไปยังผู้ใช้งาน เพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์ หรือเพื่อการให้ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ซึ่งการส่งจดหมายข่าวจะช่วยในการทำตลาดได้ เพราะสามารถทำการวิเคราะห์จากพฤติกรรมและความสนใจของผู้รับจดหมายข่าว จากอัตราการเปิดอีเมลล์หรือการยกเลิกจดหมายข่าวได้ นอกจากนี้แล้วการส่งจดหมายข่าวยังช่วยสร้างโอกาสที่จะได้ลูกค้าใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันการส่งจดหมายข่าวที่มีคุณภาพไปยังลูกค้าเก่าที่มีอยู่ก็จะเป็นการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืนระหว่างท่านกับลูกค้าได้เป็นอย่างดีด้วย

Email Newsletter : เป็นโปรแกรมเสริมสำหรับลูกค้าเฉพาะบาง package เท่านั้น

การจัดการจดหมายข่าว ให้คลิ๊กเมนู “Email Newsletter” และเลือกจัดการจดหมายข่าวโดยคลิ๊กที่เมนูต่าง ๆ ดังนี้
11.3.1 Compose Mail
11.3.2 Mail to Registered User
11.3.3 Mail to Commenter
11.3.4 Mail to Subscriber
11.3.5 View Subscriber
11.3.6 Setup Widget
11.3.7 Setup Email
11.3.8 Setup Unsubscribe
11.3.9 Opt In Setting
11.3.10 Export Users to CSV
11.3.11 Import Mails
11.3.12 Send Test Mail

 
 

11.3.1 Compose Mail : เป็นเครื่องมือสำหรับการเขียนจดหมายข่าว ซึ่งเป็นขั้นตอนแรก ก่อนที่จะส่งอีเมล์จดหมายข่าวไปยังผู้รับจดหมายข่าว
การจัดการ Compose Mail ทำได้ดังนี้
11.3.1.1 การเขียนจดหมายใหม่
11.3.1.2 การแก้ไขจดหมาย

11.3.1.1 การเขียนจดหมายใหม่ เป็นเครื่องมือสำหรับการเขียนจดหมายข่าวขึ้นมาใหม่
การเขียนจดหมายข่าวขึ้นมาใหม่ มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “Email Newsletter” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “Compose Mail” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-120

(2) คลิ๊ก “Add New” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-120

(3) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า Email Newsletter ในหัวข้อ “Compose email” ท่านสามารถระบุรายละเอียด (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-120

+ Enter email subject : สำหรับใส่ชื่อเรื่อง
+ Enter email content : สำหรับเขียนข้อความในอีเมล์ให้เรียบร้อย
+ Display status : สำหรับระบุสถานะของจดหมายข่าวที่เขียนขึ้นว่าจะให้แสดงในหน้า Send Mail admin หรือไม่
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊ก “Insert Details”

11.3.1.2 การแก้ไขจดหมาย เป็นการแก้ไขจดหมายข่าวที่เขียนไว้แล้ว
การแก้ไขจดหมายข่าว มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “Email Newsletter” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “Compose Mail” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-120

(2) จะปรากฏหัวข้อจดหมายที่ท่านได้เขียนไว้ ได้แก่ “Email subject” (ชื่อหัวข้อ) และ “Status”(สถานะ) ท่านสามารถแก้ไขหรือลบหัวข้อนั้นได้ โดยการวางเม้าส์ที่หัวข้อนั้น ๆ จะเห็นแถบ (Edit | Delete) เลือก Edit เพื่อแก้ไข, หรือเลือก “Delete” เพื่อลบหัวข้อนั้น
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-120

(3) จากนั้นระบบจะนำเข้าสู่หน้า “Email Newsletter” หัวข้อ “Edit email” ท่านสามารถแก้ไขรายละเอียดของจดหมายได้
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-120


 
 

11.3.2 Mail to Registered User เป็นเครื่องมือสำหรับการส่งอีเมล์จดหมายข่าวไปยังผู้ใช้งานที่ลงทะเบียนไว้
การส่งอีเมล์จดหมายข่าวไปยังผู้ใช้งานที่ลงทะเบียนไว้ (Mail to Registered User) มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “Email Newsletter” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “Mail to Registered User”
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-121

(2) จากนั้นระบบจะนำเข้าสู่หน้า ” Email Newsletter (Send email to registeres users)”
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-121

(3) ในหน้า ” Email Newsletter (Send email to registeres users)” ท่านสามารถส่งอีเมล์จดหมายข่าวไปยังผู้ใช้งานที่ลงทะเบียนไว้โดยดำเนินการดังนี้
+ Select email address from registered users list : สำหรับเลือก Email address จากรายชื่อของผู้ใช้งานที่ลงทะเบียนไว้
(หากไม่พบรายชื่อ ให้คลิ๊กที่กล่องตามคำขึ้นต้นของอีเมลล์) โดยอาจเลือกหรือไม่เลือกอีเมลล์ทั้งหมด หรือเลือกเฉพาะบางอีเมลล์ก็ได้
+ Select email subject : สำหรับเลือกหัวเรื่องของอีเมล์จดหมายข่าว

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว กดปุ่ม “Send Email”

 
 

11.3.3 Mail to Commenter เป็นเครื่องมือสำหรับการส่งอีเมล์ไปยังผู้แสดงความคิดเห็น
การส่งอีเมล์ไปยังผู้แสดงความคิดเห็น (Mail to Commenter) มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “Email Newsletter” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “Mail to Commenter”
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-121

(2) จากนั้นระบบจะนำเข้าสู่หน้า “Email Newsletter (Send email to commenter)”
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-122

(3) ในหน้า Email Newsletter (Send email to commenter) สามารถส่งอีเมล์ไปยังผู้แสดงความคิดเห็นได้โดยดำเนินการดังนี้
+ Select email address from commentent authors list : สำหรับเลือก Email address จากรายชื่อของผู้เขียนความเห็น
(หากไม่พบรายชื่อ ให้คลิ๊กที่กล่องตามคำขึ้นต้นของอีเมลล์) โดยอาจเลือกหรือไม่เลือกอีเมลล์ทั้งหมด หรือเลือกเฉพาะบางอีเมลล์ก็ได้
+ Select email subject : สำหรับเลือกหัวเรื่องของอีเมล์ที่คุณสร้างขึ้นครั้งแรก

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว กดปุ่ม “Send Email”

 
 

11.3.4 Mail to Subscriber เป็นเครื่องมือสำหรับการส่งอีเมล์ไปยังผู้ใช้ที่สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับจดหมายข่าว
การส่งอีเมล์ไปยังผู้ใช้ที่สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับจดหมายข่าว (Mail to Subscriber) มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “Email Newsletter” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “Mail to Subscriber”
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-121

(2) จากนั้นระบบจะนำเข้าสู่หน้า “Email Newsletter (Send email to Subscribed users)”
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-123

(3) ในหน้า “Email Newsletter (Send email to Subscribed users)” สามารถส่งอีเมล์ไปยังผู้ใช้ที่สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับจดหมายข่าว ได้โดยดำเนินการดังนี้
+ Select email address from subscribed users list : สำหรับเลือก Email address จากรายชื่อของผู้ใช้ที่สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับจดหมายข่าว
(หากไม่พบรายชื่อ ให้คลิ๊กที่กล่องตามคำขึ้นต้นของอีเมลล์) โดยอาจเลือกหรือไม่เลือกอีเมลล์ทั้งหมด หรือเลือกเฉพาะบางอีเมลล์ก็
+ Select email subject : สำหรับเลือกหัวเรื่องของอีเมล์ที่คุณสร้างขึ้นครั้งแรก

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว กดปุ่ม “Send Email”

 
 

11.3.5 Setup Widget เป็นเครื่องมือสำหรับการตั้งค่าวิดเจ็ตจดหมายข่าว (Email Newsletter)
การตั้งค่าวิดเจ็ตจดหมายข่าว (Email Newsletter) มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “Email Newsletter” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “Setup Widget”
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-121

(2) จากนั้นระบบจะนำเข้าสู่หัวข้อ “Widget Setting” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-125

(3) ในหน้า “Email Newsletter” หัวข้อ “Widget Setting” ให้ระบุรายละเอียดดังนี้
+ Title : สำหรับระบุชื่อวิดเจ็ต
+ Display option (Home page) : สำหรับระบุว่าจะให้แสดงวิดเจ็ตบนหน้า Home page หรือไม่ (ตอบ YES/NO)
+ Display option (Posts) : สำหรับระบุว่าจะให้แสดงวิดเจ็ตบนทุกหน้าโพสต์ หรือไม่ (ตอบ YES/NO)
+ Display option (Search page) : สำหรับระบุว่าจะให้แสดงวิดเจ็ตบนหน้าการแสดงผลของการค้นหา หรือไม่ (ตอบ YES/NO)
+ Display option (Archives page): สำหรับระบุว่าจะให้แสดงวิดเจ็ตบน Archives page หรือไม่ (ตอบ YES/NO)
+ Short description : สำหรับระบุคำอธิบายสั้น ๆ สำหรับวิดเจ็ตนี้
+ TextBox caption : สำหรับระบุข้อความที่จะแสดงใน email text box
+ Button caption : สำหรับระบุข้อความที่จะแสดงในปุ่ม widget submit

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้คลิ๊ก “Update Settings”

 
 

11.3.6 Setup Email เป็นเครื่องมือสำหรับการตั้งค่า Email ที่ใช้ในการส่งจดหมายข่าว
การตั้งค่า Email ที่ใช้ในการส่งจดหมายข่าว (Setup Email) มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “Email Newsletter” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “Setup Email”
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-121

(2) จากนั้นระบบจะนำเข้าสู่หน้า “Email Newsletter”หัวข้อ “Email setting” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-126

(2) ในหน้า “Email Newsletter”หัวข้อ “Email setting” ให้ระบุรายละเอียดดังนี้
+ From email name : สำหรับระบุชื่อผู้ส่งอีเมลล์จดหมายข่าว
+ From email address : สำหรับระบุที่อยู่อีเมลล์ (email address) ของผู้ส่งจดหมายข่าว
+ Send auto email to admin : สำหรับตั้งค่าให้มีการส่งอีเมลล์ถึง admin เมื่อมีผู้สมัครรับจดหมายข่าว (ตอบ Yes/No)
+ Admin email address : สำหรับที่อยู่อีเมลล์ (email address) ของ admin
+ Admin email subject : สำหรับระบุชื่อหัวข้ออีเมลล์ที่จะส่งถึง admin
+ Admin email content : สำหรับระบุเนื้อหาอีเมลล์ที่จะส่งถึง admin
+ Send auto email to subscriber : สำหรับตั้งค่าให้มีการส่งอีเมลล์ถึงผู้สมัครรับจดหมายข่าวโดยอัตโนมัติ (ตอบ Yes/No)
+ Subscriber email subject : สำหรับระบุชื่อหัวข้ออีเมลล์ที่จะส่งถึงผู้สมัครรับจดหมายข่าว
+ Subscriber email content : สำหรับระบุเนื้อหาอีเมลล์ที่จะส่งถึงผู้สมัครรับจดหมายข่าว
+ Email type : สำหรับกำหนดรูปแบบของอีเมลล์ HTML Email หรือ Plain Text

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้คลิ๊ก “Update Settings”

 
 

11.3.7 Setup Unsubscribe เป็นเครื่องมือสำหรับการตั้งค่าการยกเลิกรับจดหมายข่าว โดยจดหมายข่าวแต่ละฉบับจะมีลิ้งค์เชื่อมโยง เพื่อให้ผู้รับจดหมายข่าวสามารถยกเลิกการรับจดหมายข่าวได้
การตั้งค่าการยกเลิกรับจดหมายข่าว (Setup Unsubscribe)มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “Email Newsletter” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “Setup Unsubscribe”
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-121

(2) จากนั้นระบบจะนำเข้าสู่หน้า “Email Newsletter” หัวข้อ “Unsubscribe link setting” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-127

(3) ในหน้า “Email Newsletter”หัวข้อ “Unsubscribe link setting” ให้ระบุรายละเอียดดังนี้
+ Unsubscribe Option : สำหรับเลือกกำหนดว่าจะให้มีลิ้งสำหรับการยกเลิกรับจดหมายข่าวหรือไม่ (ตอบ Yes/No)
+ Unsubscribe text : สำหรับระบุข้อความสำหรับแจ้งให้ผู้รับจดหมายข่าวสามารถเลือกที่จะยกเลิกรับจดหมายข่าวได้
+ Unsubscribe link : สำหรับระบุลิ้งก์ให้ผู้รับจดหมายข่าวคลิ๊กเพื่อยกเลิกรับจดหมายข่าว
+ Static message 3 : สำหรับระบุข้อความไว้ในหน้ายกเลิกรับจดหมายข่าว เพื่อให้ผู้ที่จะยกเลิกจดหมายทราบ
+ Static message 4 : สำหรับระบุข้อความไว้ในหน้ายกเลิกรับจดหมายข่าว เพื่อให้ผู้ที่จะยกเลิกจดหมายทราบ ในกรณีที่ไม่พบอีเมล์ยกเลิกจดหมายข่าวนั้น
+ Static message 5 : สำหรับระบุข้อความไว้ เพื่อให้ผู้ที่จะยกเลิกจดหมายทราบ ในกรณีมีความผิดพลาดเกิดขึ้น

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้คลิ๊ก “Update Settings”

 
 

11.3.8 Opt In Setting เป็นเครื่องมือสำหรับการตั้งค่ายืนยันการรับจดหมายข่าว
Opt In Setting เป็นเครื่องมือสำหรับตั้งค่าให้ผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์กรอก Email Address
เพื่อยืนยันว่าต้องการรับจดหมายข่าวจากเว็บไซต์ ซึ่งในการส่งจดหมายข่าวจะมีการแนบลิ้งก์เพื่อให้เจ้าของ Email
สามารถยกเลิกการรับจดหมายข่าวได้ตลอดเวลาด้วยตนเอง (การยกเลิกรับจดหมายข่าว จะเรียกว่าการ Opt Out)

การตั้งค่ายืนยันการรับจดหมายข่าว (Opt In Setting) มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “Email Newsletter” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “Opt In Setting”
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-121

(2) จากนั้นระบบจะนำเข้าสู่หน้า “Email Newsletter” หัวข้อ “Opt In Page Configuration” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-128

(3) ในหน้า “Email Newsletter” หัวข้อ “Opt In Page Configuration” ให้ระบุรายละเอียดดังนี้
+ Opt-In option : สำหรับระบุรูปแบบของการยืนยันการรับจดหมายข่าว (Opt In) ซึ่งมีให้เลือก 2 แบบ ได้แก่
Double Opt In หมายถึง เมื่อผู้เข้าเยี่ยมชมระบุที่อยู่อีเมล์เพื่อแสดงความประสงค์ที่จะรับจดหมายข่าวแล้ว ผู้เข้าเยี่ยมชมจะต้องทำการยืนยันอีเมล์ว่าเป็นเจ้าของ Email ด้วย ซึ่ง Double Opt In จะช่วยกรองผู้ที่กรอก Email ไม่ถูกต้องไปในตัวด้วย
Single Opt In หมายถึง เมื่อผู้เข้าเยี่ยมชมระบุที่อยู่อีเมล์เพื่อแสดงความประสงค์ที่จะรับจดหมายข่าวแล้ว จะสามารถรับจดหมายข่าวได้ทันที โดยไม่ต้องยืนยันที่อยู่อีเมล์อีก
+ Opt-In email subject : สำหรับระบุชื่อหัวข้ออีเมล์ในยืนยันการรับจดหมายข่าว
+ Opt-In email content : สำหรับระบุเนื้อหาอีเมล์ในยืนยันการรับจดหมายข่าว
+ Opt-In link : สำหรับระบุลิ้งก์ในยืนยันการรับจดหมายข่าว
+ Static message 1 : สำหรับระบุข้อความไว้ เพื่อแจ้งให้ผู้ยืนยันรับจดหมายข่าวทราบ หลังจากที่ได้มีการยืนยันรับจดหมายข่าวแบบ Double Opt In
+ Static message 2 : สำหรับระบุข้อความไว้ เพื่อแจ้งให้ผู้ยืนยันรับจดหมายข่าวทราบ หลังจากมีการยืนยันรับจดหมายข่าวแบบ Double Opt In ในกรณีที่ไม่พบอีเมล์ยืนยันรับจดหมายข่าวนั้น
+ Static message 6 : สำหรับระบุข้อความไว้ เพื่อแจ้งให้ผู้ยืนยันรับจดหมายข่าวทราบ ในกรณีมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้คลิ๊ก “Update Settings”

 
 

11.3.9 Export Users to CSV เป็นเครื่องมือในการเป็นการดาวน์โหลดรายชื่อสมาชิกรับจดหมายข่าวมาเก็บไว้ในรูปแบบไฟล์ข้อความ (CSV)
เพื่อรอให้โปรแกรมอื่นๆ เรียกไปใช้งาน หรือเพื่อการนำเข้า (import) ในภายหลังภายในเว็บไซต์นั้น ๆ หรือสำหรับการโยกย้ายเว็บไซต์ไปยังเซิร์ฟเวอร์อื่น

การดาวน์โหลดรายชื่อสมาชิกรับจดหมายข่าวมาเก็บไว้ในรูปแบบไฟล์ข้อความ (CSV) มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “Email Newsletter” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “Export Users to CSV”
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-121

(2) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “Email Newsletter” หัวข้อ “Export email address in csv format” จะปรากฏรายชื่อและจำนวนของสมาชิกรับจดหมายข่าวต่าง ๆ ให้เลือก (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-129

(3) หากต้องการดาวน์โหลดรายชื่อสมาชิกรับจดหมายข่าวใด ก็ให้คลิ๊ก “Click to export CSV” ที่หัวข้อนั้น ๆ

 
 

11.3.10 Import Mails เป็นเครื่องมือสำหรับการนำเข้าอีเมล์ (import Email) หรือเป็นการเพิ่มอีเมล์ (Add Email) ลงในรายชื่อสมาชิกรับจดหมายข่าว
การเพิ่มสมาชิกรับจดหมายข่าว (Import Mails)ใช้สำหรับการเพิ่มรายชื่อสมาชิกรับจดหมายข่าว มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “Email Newsletter” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “Import Mails”
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-121

(2) จากนั้นระบบจะนำเข้าสู่หน้า “Email Newsletter” หัวข้อ “Add email/Import email” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-130

ในหน้า “Email Newsletter”หัวข้อ “Add email/Import email” ให้ระบุรายละเอียดดังนี้
+ Enter email subject : ใส่อีเมลล์ของผู้ที่สมัครเป็นสมาชิกรับจดหมายข่าว
+ Status : สำหรับระบุสถานะ ได้แก่ Old Email, Single Opt In, Not Confirmes, Confirmed, Unsubscribed
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว กดปุ่ม “Insert Details”

 
 

11.3.11 Send Test Mail เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับการทดสอบส่ง Email เพื่อความถูกต้อง ก่อนการส่งจริงให้กับสมาชิกรับจดหมายข่าว
การทดสอบส่ง Email เพื่อความถูกต้อง ก่อนการส่งจริงให้กับสมาชิกรับจดหมายข่าว (Send Test Mail) มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “Email Newsletter” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “Send Test Mail”
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-121

(2) จากนั้นระบบจะนำเข้าสู่หน้า “Email Newsletter (Send Test Mail)” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-131

(3) ในหัวข้อ “Email Newsletter (Send Test Mail)” ให้ระบุรายละเอียด ได้แก่
+ Select email subject : สำหรับเลือกระบุหัวข้ออีเมล์
+ Enter email address : สำหรับระบุที่อยู่อีเมล์สำหรับทดสอบส่ง

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้คลิ๊ก “Send Email”

 
 

11.4 ลายน้ำ เป็นเมนูเครื่องมือสำหรับการจัดการตั้งค่าลายน้ำ

ลายน้ำ คือ การนำข้อความหรือรูปภาพมาใส่ไว้บนฉากหลังของเอกสารหรือภาพ โดยทั่วไปมักจะทำให้สว่างหรือจางลงกว่าภาพหรือเนื้อหาในเอกสารนั้น

วัตถุประสงค์ของการสร้างลายน้ำ
+ ลายน้ำเป็นการแสดงสัญลักษณ์ความเป็นเจ้าของเอกสารหรือเจ้าของภาพนั้น ๆ
+ ลายน้ำเป็นส่วนช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับเอกสารหรือภาพ
+ ลายน้ำสร้างความน่าสนใจให้กับเอกสารหรือภาพนั้นด้วย

ลายน้ำ : เป็นโปรแกรมเสริมสำหรับลูกค้าเฉพาะบาง package เท่านั้น

การจัดการลายน้ำทำได้ดังนี้
11.4.1 ตั้งค่าลายน้ำ
11.4.2 อัพเดทลายน้ำ

 
 

11.4.1 ตั้งค่าลายน้ำ
มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ลายน้ำ” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “ลายน้ำ” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-117

(2) จากนั้นระบบจะนำเข้าสู่หน้า “Watermark Settings” ซึ่งมีหัวข้อย่อย (General/Image/Text) (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-117

ในหน้า “Watermark Settings” สามารถตั้งค่าในหัวข้อย่อยดังต่อไปนี้
11.4.1.1 General : การตั้งค่าทั่วไป
11.4.1.2 Image : การตั้งค่าภาพลายน้ำ
11.4.1.3 Text : การตั้งค่าข้อความลายน้ำ

11.4.1.1 General : การตั้งค่าทั่วไปของลายน้ำ
มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ลายน้ำ” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “ลายน้ำ” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-117

(2) จากนั้นระบบจะนำเข้าสู่หน้า “Watermark Settings” ซึ่งมีหัวข้อย่อย (General/Image/Text) (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-117

(3) ในหน้า “Watermark Settings” หัวข้อย่อย “General” ท่านสามารถระบุรายละเอียด (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-117

ในหน้า “Watermark Settings” หัวข้อย่อย “General” ท่านสามารถระบุรายละเอียดดังนี้
+ Auto Watermark : คลิ๊กที่กล่อง check box เพื่อเปิดใช้งานเพิ่มลายน้ำเมื่ออัปโหลดภาพ
+ Image Types : สำหรับเลือกประเภทของภาพที่จะใส่ลายน้ำ ได้แก่ jpg/jeg, png, gif โดยคลิ๊กที่กล่อง check box หน้าหัวข้อนั้น ๆ
+ Backup : คลิ๊กที่กล่อง check box เพื่อให้มีการบันทึกภาพต้นฉบับเก็บไว้ สำหรับการเรียกใช้งานหลังจากภาพนั้นถูกใส่ลายน้ำไปแล้ว
(ตัวเลือกนี้จะใช้พื้นที่มากขึ้นบนเซิร์ฟเวอร์ ดังนั้นจึงควรสร้างและเก็บสำรองข้อมูลภาพต้นฉบับไว้ในไดรฟ์จะดีที่สุด)
+ Image Sizes : สำหรับเลือกขนาดของภาพที่จะใส่ลายน้ำ
+ Watermark Type : สำหรับเลือกประเภทของลายน้ำว่าจะใช้ลายน้ำเป็นรูปภาพ , ข้อความ, หรือทั้งสองอย่าง
+ Jpeg Quality : สำหรับตั้งค่าคุณภาพของไฟล์ jpeg ตั้งแต่ 0 ( ที่มีคุณภาพ ที่เลวร้ายที่สุด , ไฟล์เล็ก ) 100 ( คุณภาพที่ดีที่สุด , ไฟล์ ที่ใหญ่ที่สุด )
+ Date Format : เว้นว่างไว้เพื่อใช้รูปแบบวันที่ตามค่า Default
+ Time Format : เว้นว่างไว้เพื่อใช้รูปแบบเวลาตามค่า Default
+ User Roles : สำหรับกำหนดบทบาทของผู้ใช้งานที่จะได้รับอนุญาตให้ใส่ลายน้ำ ( ผู้ที่ได้รับอนุญาตในที่นี้เท่านั้นที่จะมีสิทธิ์ในการอัปโหลดไฟล์ )
+ Allow to Auto Watermark : คลิ๊กที่กล่อง check box เพื่อให้มีการอัปโหลดลายน้ำไปยังผู้ใช้ทุกคน แต่ถ้าไม่คลิ๊กที่กล่อง check box จะขึ้นอยู่กับการตั้งค่าในหัวข้อ “User Roles”ข้างต้น
+ Post Types : สำหรับกำหนดให้ใส่ลายน้ำโดยอัตโนมัติให้สิ่งที่แนบมากับโพสต์
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง”

11.4.1.2 Image : การตั้งค่ารูปภาพให้เป็นลายน้ำ
มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ลายน้ำ” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “ลายน้ำ” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-117

(2) จากนั้นระบบจะนำเข้าสู่หน้า “Watermark Settings” ซึ่งมีหัวข้อย่อย (General/Image/Text) (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-117

(3) ให้คลิ๊กที่หัวข้อย่อย “Image” หากยังไม่เคยอัพโหลดไฟล์รูปภาพที่จะทำเป็นลายน้ำเลย ให้อัพโหลดไฟล์รูปภาพที่จะทำเป็นลายน้ำ แล้วคลิ๊ก “Set as Watermark Image” (ถ้าอัพโหลดไฟล์ไว้แล้ว ระบบจะข้ามไป (4) เลย)

(4) จากนั้นระบบจะนำเข้าสู่หน้า “Watermark Settings” หัวข้อย่อย “Image” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-118

ในหน้า “Watermark Settings” หัวข้อย่อย “Image”ให้ระบุรายละเอียดดังนี้
+ Watermark Image : คลิ๊กที่ภาพเพื่อเปลี่ยนภาพหรือลบภาพ
หมายเหตุ: หากต้องการอัปโหลดภาพลายน้ำใหม่ ขอให้แน่ใจว่าท่านไม่ได้คลิ๊กที่กล่อง check box หัวข้อ “Auto Watermark”
หรือควรลบภาพปัจจุบันและไม่ตั้งค่าข้อความลายน้ำ (Text watermark) มิฉะนั้น รูปภาพที่อัปโหลดจะได้รับการใส่ลายน้ำ
+ Image Alignment : สำหรับการจัดแนวรูปภาพลายน้ำ
+ Scaling Mode : สำหรับเลือกวิธีการในการปรับขนาดภาพลายน้ำ ลายน้ำ จะถูกปรับ เท่านั้น
+ Scale to Smaller : คลิ๊กที่กล่อง check box รูปภาพลายน้ำจะปรับใช้กับภาพที่มีขนาดเล็กกว่าภาพลายน้ำเท่านั้น
+ Scale : สำหรับเลือกขนาด scale ของภาพลายน้ำ (คิดเป็นร้อยละหรือ %)
+ Image Offset : สำหรับกำหนดค่าเป็นพิกเซล (ค่าตัวเลข ) หรือ คิดเป็นร้อยละ (เช่น ’33 % ‘)
+ Opacity : ความทึบแสง (คิดเป็นร้อยละหรือ %) ความทึบแสงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาพ PNG กับ alpha chanel
เมื่อดำเนินการเลือกอัพโหลดรูปภาพลายน้ำเสร็จแล้ว คลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง”

11.4.1.3 Text : การตั้งค่าให้ข้อความเป็นลายน้ำ
มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ลายน้ำ” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “ลายน้ำ” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-117

(2) จากนั้นระบบจะนำเข้าสู่หน้า “Watermark Settings” ซึ่งมีหัวข้อย่อย (General/Image/Text) (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-117

(3) ให้คลิ๊กที่หัวข้อย่อย “Text” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-119

ในหน้า “Watermark Settings” หัวข้อย่อย “Text” ท่านสามารถระบุรายละเอียดังนี้
+ ระบุข้อความสำหรับใช้เป็นข้อความลายน้ำ (Text watermark)
+ Text Alignment : สำหรับการจัดแนวข้อความลายน้ำ
+ Text Offset : สำหรับกำหนดค่าเป็นพิกเซล (ค่าตัวเลข ) หรือ คิดเป็นร้อยละ (เช่น ’33 % ‘)
+ Opacity : ความทึบแสง (คิดเป็นร้อยละหรือ %) ความทึบแสงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาพ PNG กับ alpha chanel
+ Font : สำหรับกำหนดแบบของตัวอักษรที่จะใช้เป็นข้อความลายน้ำ
+ Text Color : สำหรับกำหนดสีของตัวอักษร
+ Text Size : สำหรับกำหนดขนาดของตัวอักษร
+ Opacity : ความทึบแสง (คิดเป็นร้อยละหรือ %)
เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊ก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง”

 
 

11.4.2 อัพเดทลายน้ำ

การอัพเดทลายน้ำ มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “ลายน้ำ” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “อัพเดทลายน้ำ” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-117

(2) จากนั้นระบบจะนำเข้าสู่หน้า “Easy Watermark Tools” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-119-02

ในหน้า “Easy Watermark Tools” ท่านสามารถดำเนินการดังนี้

+ Bulk Watermark : สำหรับการอัพเดทลายน้ำอย่างรวดเร็วไปยังรูปภาพทั้งหมดใน Media Library
โปรดระมัดระวังในกรณีรูปภาพมีลายน้ำอยู่แล้ว หากใช้เครื่องมือนี้จะทำให้ภาพนั้นมีลายน้ำเพิ่มไปด้วย
สามารถเริ่มใช้งานการอัพเดทอย่างรวดเร็วนี้ โดยคลิ๊กที่ “Start” แล้วคลิ๊ก “Proceed”

+ Restore original images : สำหรับลบลายน้ำจากภาพทั้งหมด และกู้คืนไฟล์ภาพต้นฉบับ
สามารถเริ่มใช้งานการลบลายน้ำได้ โดยคลิ๊กที่ “Restore” แล้วคลิ๊ก “Proceed”

 
 

11.5 SEO เป็นเมนูเครื่องมือรองรับสำหรับการทำ Search Engine Optimization ของเว็บและร้านออนไลน์ของท่าน

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization เป็นกระบวนการปรับแต่งเว็บไซต์ให้เหมาะสมกับโปรแกรมค้นหาต่าง ๆ หรือเป็นความพยายามที่จะทำให้เว็บไซต์อยู่ในอันดับต้น ๆ ของการค้นหาผ่าน Search Engine หรือเครื่องมือค้นหาเว็บไซต์ต่าง ๆ เช่น Google, Yahoo เป็นต้น
เพราะคนยุคปัจจุบันนิยมใช้ Search Engine เป็นอย่างมาก การทำให้เว็บไซต์อยู่ในอันดับต้น ๆ จึงนับเป็นโอกาสอันดียิ่งที่ผู้คนจะได้รู้จักเว็บไซต์ของท่านมากขึ้น

วัตถุประสงค์หรือประโยชน์ของการทำ SEO
+ การทำ SEO มีข้อดีในแง่ที่จะเป็นช่องทางเพิ่มโอกาสในการสื่อสารประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้กว้างขวางและรวดเร็วมากขึ้น
+ การทำ SEO เป็นช่องทางที่จะทำให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จักมากขึ้น ส่งผลเป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ทำให้สามารถสร้างฐานลูกค้าใหม่ได้ทั่วโลก และรักษาฐานลูกค้าเดิมได้เป็นอย่างดี
+ การทำ SEO จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร
+ การทำ SEO จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์

SEO : เป็นโปรแกรมเสริมสำหรับลูกค้าเฉพาะบาง package เท่านั้น


 
 

“ปลานิล” เว็บและร้านออนไลน์ ได้จัดเตรียมเมนูเครื่องมือรองรับสำหรับการทำ SEO ไว้ ซึ่งท่านสามารถนำไปปรับแต่งหรือตั้งค่าได้ตามเทคนิคและวิธีการที่เห็นว่าเหมาะสม โดยมีขั้นตอนการตั้งค่าใช้งานดังต่อไปนี้

11.5.1 Dashboard : หน้าควบคุม SEO

การตั้งค่ามีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “SEO” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “Dashboard” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-117

(2) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “SEO : General Settings” ท่านสามารถระบุรายละเอียด (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-108

 
 

11.5.2 Titles & Metas : หน้าควบคุม Titles & Metas
Titles เป็นสิ่งที่ทำให้รู้ว่าโพสนั้นเกี่ยวกับอะไร อย่างไรก็ดี Titles อย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะบอกว่าโพสนั้นเกี่ยวกับอะไรเพราะ Search engine จะอ่าน URI ประกอบการวิเคราะห์ว่าโพสนั้นเป็นโพสเกี่ยวกับอะไร ดังนั้นจึงควรใช้ Slug เป็นตัวช่วยในการทำ SEO ควบคู่ไปด้วย
Metas เป็นคีย์เวิดในส่วนที่จะทำให้ Search engine รู้ได้เร็วขึ้นว่าเป็นโพสเกี่ยวกับอะไร หรือเรียกว่าเป็นข้อความที่ระบุไว้ใน Code ของเว็บไซต์

การตั้งค่า มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “SEO” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “Titles & Metas” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-117

(2) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “Titles & Metas-SEO:” ท่านสามารถระบุรายละเอียด (ดังรูปด้านล่าง)

Untitled-109

 
 

11.5.3 Social : หน้าควบคุม Social ได้แก่ Facebook , Twitter และ Google+

การตั้งค่า มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “SEO” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “Social”
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-117

(2) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “Social-SEO:” ท่านสามารถระบุรายละเอียด
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-110
Untitled-110
Untitled-110

 
 

11.5.4 XML Sitemaps : หน้าควบคุมแผนผังเว็บไซต์
Sitemaps เป็นหน้าที่แสดงให้เห็นโครงสร้างทั้งหมดของเว็บไซต์ได้ เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อ Search engine โดย Search engine จะใช้ Sitemaps เพื่อทำการ index ในทุกเพจ,โพส หรือเนื้อหาของเว็บไซต์ และจัดลำดับข้อมูลว่าเว็บไซต์นั้นเกี่ยวกับอะไร สอดคล้องกับการค้นหาหรือไม่
การสร้าง XML Sitemaps จะช่วยให้ Search engine ค้นหาได้แน่นอน อย่างไรก็ดี ควรมีการอัพเดท Sitemaps ตลอดเวลาและจัดการชื่อของ Sitemaps ให้ถูกต้อง รวมถึงต้องดูแลไม่ให้มีลิ้งก์เสียด้วย

การตั้งค่า มีขั้นตอนดังนี้
(1) ในหน้าควบคุม ให้วางเม้าส์บนเมนู “SEO” >> และคลิ๊กที่หัวข้อ “XML Sitemaps”
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-117

(2) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “XML Sitemaps-SEO:” ท่านสามารถระบุรายละเอียด
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-111

 
 

11.6 Social Login เป็นเครื่องมือที่จะอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าที่เข้ามาเยี่ยมชมสินค้าในร้านออนไลน์ของท่าน ทำให้ลูกค้าไม่ต้องยุ่งยากและเสียเวลาในการกรอกข้อมูลเพื่อลงทะเบียนใช้งานหรือสร้างบัญชีและรหัสผ่านใหม่ เพราะลูกค้าสามารถใช้บัญชี Social Network ได้แก่ facebook, Google +, Twitter หรือ Instagram มาทำการ login เข้าใช้บริการเว็บไซต์ร้านออนไลน์ได้ทันที

เมื่อทำการตั้งค่า Social Login แล้ว ในหน้า “ลงทะเบียน” หรือหน้า “เข้าสู่ระบบ” จะปรากฏไอคอน Social Network เพื่อให้ลูกค้าสามารถคลิ๊กไอคอนดังกล่าวเพื่อเข้าระบบร้านออนไลน์ผ่านบัญชี Social Network ได้ทันทีโดยไม่ต้องลงทะเบียนใหม่อีก ทั้งนี้ หน้าตาของ Social Login อาจจะมีการปรับเปลี่ยนข้อความและตำแหน่งการใช้งานตามความเหมาะสมและนโยบายของแต่ละผู้ให้บริการ

สาระสำคัญของการตั้งค่า Social Login คือต้องไปที่ Social Network แต่ละประเภทก่อน เพื่อนำ Application ID และ Application Secret มาใส่ในระบบหลังบ้านของเว็บและร้านออนไลน์ของคุณ โดยเมื่อท่านได้ Application ID และ Application Secret แล้ว ให้นำมาดำเนินการตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

Social Login : เป็นโปรแกรมเสริมสำหรับลูกค้าเฉพาะบาง package เท่านั้น

การตั้งค่า Social Login มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้คลิ๊กที่เมนู “Social Login”
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-117

(2) ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “Social Login” ให้ใส่ข้อมูล Application ID และ Application Secret ตามที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ สำหรับท่านที่ยังไม่มีข้อมูล Application ID และ Application Secret สามารถดูขั้นตอนการขอรับข้อมูลดังกล่าวโดยคลิ๊กที่ “Where de I get this info ?”
(ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-110

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คลิ๊ก “Save Setting”

 
 

11.7 Multi – Language เป็นเครื่องมือสำหรับการตั้งค่าเว็บและร้านออนไลน์ให้สามารถรองรับเนื้อหาของภาษานานาชาติได้หลายภาษา โดยระบบจะทำการปรับปรุงหน้าเพจต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพรองรับภาษาที่เพิ่มขึ้นได้ ซึ่งท่านจะต้องเตรียมการแปลเนื้อหาของหน้าต่าง ๆ เช่น หน้า “เกี่ยวกับเรา” “นโยบายและข้อตกลง” ติดต่อเรา” เป็นต้น รวมถึงหน้า “สินค้า” “หมวดหมู่” “ป้ายกำกับ” ด้วย

สำหรับในการแปลเนื้อหาของหน้าต่าง ๆ ท่านอาจใช้เครื่องมือช่วยในการแปลหรืออาจใช้วิธีการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญแปลให้ก็ได้ ทั้งนี้ การใช้เครื่องมือช่วยแปลในบางครั้งอาจได้เนื้อหาที่ไม่สมบูรณ์มากนัก จึงควรนำมาปรับปรุงหรือเรียบเรียงใหม่ด้วย ส่วนการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญช่วยแปลก็อาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายพอสมควร

เว็บและร้านออนไลน์แบบหลายภาษา มีประโยชน์ในแง่ที่จะทำให้มีผู้เข้ามาเยี่ยมชมที่หลากหลายมากขึ้น ไม่มีข้อจำกัดด้านภาษาอีกต่อไป จึงเป็นช่องทางในการเปิดตลาดใหม่ให้กับธุรกิจได้เป็นอย่างดี

เว็บและร้านออนไลน์ที่ตั้งค่าแบบหลายภาษาแล้ว ผู้เข้าเยี่ยมชมจะเห็นรูปธงชาติของแต่ละภาษาจะแสดงบนหน้าเว็บเพจ
(ดังรูปด้านล่าง)

Untitled-031

Multi – Language : เป็นโปรแกรมเสริมสำหรับลูกค้าเฉพาะบาง package เท่านั้น

การตั้งค่า Multi – language ทำได้ดังนี้
11.7.1 การตั้งค่าเพื่อเปิดใช้งานหลายภาษา : เป็นการตั้งค่าเพื่อที่จะเปิดใช้งานภาษาของนานาชาติหรือภาษาอื่น ซึ่งควรดำเนินการเมื่อมั่นใจแล้วว่าเนื้อหาภาษาไทยภายในเว็บและร้านออนไลน์มีความสมบูรณ์ที่สุดแล้ว โดยต้องนำเนื้อหาภาษาไทยไปแปลเป็นภาษานานาชาติหรือภาษาอื่นให้เรียบร้อยก่อนเปิดใช้งาน

11.7.2 การตั้งค่าเพื่อเพิ่มภาษาใหม่ : ใช้ในกรณีที่ต้องการเพิ่มภาษาอื่นที่นอกเหนือจากภาษาที่ระบบเตรียมไว้

 
 

11.7.1 การตั้งค่าเพื่อเปิดใช้งานหลายภาษา มีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้คลิ๊กที่เมนู “Multi Language” >> แล้วให้คลิ๊กที่ “Add/Remove languages” (ดังรูปด้านล่าง)

Untitled-031

จากนั้นระบบจะนำเข้าสู่หน้า “Multi Language” ในหน้านี้ท่านสามารถเลือกภาษาที่จะเพิ่มลงบนหน้าเว็บและร้านออนไลน์ ซึ่งสามารถเลือกกี่ภาษาก็ได้ >> จากนั้นคลิ๊ก “SAVE” (ดังรูปด้านล่าง)

Untitled-031

ทั้งนี้ สำหรับในกรณีที่ในหน้า “Multi Language” ไม่มีภาษาที่ท่านต้องการ ท่านสามารถทำการเพิ่มภาษาใหม่ที่นอกเหนือจากภาษาที่ระบบเตรียมไว้ให้ได้ โดยคลิ๊กที่ “Edit Languages” แล้วดำเนินการตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในข้อ (2), (3), (4) ของหัวข้อ 11.7.2 (หรือจะดำเนินการตามขั้นตอนที่กล่าวไว้ในหัวข้อ 11.7.2 เลยก็ได้)

(2) จากนั้นให้ไปที่เมนูเครื่องมือ “หน้า” และเลือก “หน้าทั้งหมด” (ดังรูปด้านล่าง)

Untitled-031

เมื่อระบบแสดงหน้าทั้งหมดแล้ว ให้คลิ๊กที่ “All languages” และให้สังเกตที่แถบธงชาติแสดงภาษาของแต่ละหัวข้อ (ดังรูปด้านล่าง)

Untitled-031

จากรูป
2.1) หัวข้อที่มีเครื่องหมาย () ที่ธงของชาติใด แสดงว่าหัวข้อนั้นได้มีสำเนาภาษานั้นไว้แล้ว
สิ่งที่ต้องดำเนินการคือ
+ คลิ๊กที่เครื่องหมาย () แล้วระบบจะนำเข้าสู่หน้า “แก้ไขหน้า”
+ จากนั้นให้ท่านนำเนื้อหาของหน้านี้ที่ได้แปลเป็นภาษาที่ท่านต้องการแล้วมาวางแทนที่ภาษาไทย
+ และดำเนินการตั้งค่าในเรื่องต่าง ๆ เช่น เพิ่มสื่อ, กำหนดสถานการณ์เผยแพร่, กำหนดคุณสมบัติหน้า, จัดลำดับ, เพิ่มรูปพิเศษ, ระบุค่า SEO เป็นต้น

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้ไปที่หัวข้อ “เผยแพร่” ในส่วนนี้ท่านสามารถดูการเปลี่ยนแปลงโดยคลิ๊กปุ่ม “ดูก่อน” จากนั้นจึงกำหนดสถานะการเผยแพร่แล้วคลิ๊กปุ่ม “เผยแพร่”

2.2) หัวข้อที่มีเครื่องหมาย ที่ธงของชาติใด แสดงว่าหัวข้อนั้นยังไม่ได้สำเนาภาษานั้น
สิ่งที่ต้องดำเนินการคือ
+ ให้ดำเนินการจัดทำสำเนา โดยคลิ๊กที่เครื่องหมาย >> ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “เพิ่มหน้าใหม่” (ท่านสามารถคัดลอกเนื้อหาจากภาษาไทยมาก่อนก็ได้ โดยคลิ๊กที่ “Copy content from ไทย” ที่อยู่ในหัวข้อ Language ด้านขวามือ)
+ จากนั้นให้ใส่หัวข้อและรายละเอียดของเนื้อหาที่ได้แปลเป็นภาษาที่ท่านได้แปลเตรียมไว้แล้ว
+ และดำเนินการตั้งค่าในเรื่องต่าง ๆ เช่น เพิ่มสื่อ, กำหนดสถานการณ์เผยแพร่, กำหนดคุณสมบัติหน้า, จัดลำดับ, เพิ่มรูปพิเศษ, ระบุค่า SEO เป็นต้น

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้ไปที่หัวข้อ “เผยแพร่” ในส่วนนี้ท่านสามารถดูการเปลี่ยนแปลงโดยคลิ๊กปุ่ม “ดูก่อน” จากนั้นจึงกำหนดสถานะการเผยแพร่แล้วคลิ๊กปุ่ม “เผยแพร่”

เพียงเท่านี้ เว็บและร้านออนไลน์ของท่านก็จะสามารถแสดงผลเป็นภาษานานาชาติตามที่ต้องการได้

 
 

11.7.2 การตั้งค่าเพื่อเพิ่มภาษาใหม่ : ในกรณีที่ต้องการเพิ่มภาษาอื่นที่นอกเหนือจากภาษาที่ระบบเตรียมไว้ให้ ท่านจะต้องทำการตั้งค่าการเพิ่มภาษาใหม่ ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

(1) ในหน้าควบคุม ให้คลิ๊กที่เมนู “Multi Language” ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “Multi Language” >> ให้คลิ๊กที่ “Edit languages” (ดังรูปด้านล่าง)

Untitled-031

(2) จากนั้นระบบจะนำเข้าสู่หน้า “Edit languages” ให้คลิ๊ก “Add Language” เพื่อเพิ่มภาษาใหม่ที่ท่านต้องการ (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-031

(3) เมื่อปรากฏแถบให้ใส่ข้อมูล ให้ดำเนินการใส่ข้อมูลภาษานานาชาติตามที่ต้องการ แล้วคลิ๊ก “SAVE” (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-031

(4) จากนั้นให้คลิ๊กที่“Reset languages” >> และคลิ๊ก “OK” ที่หน้าต่าง (ดังรูปด้านล่าง)
Untitled-031

เพียงเท่านี้ข้อมูลภาษาที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ก็พร้อมที่จะให้ท่านนำไปใช้งานภายในเว็บและร้านออนไลน์ได้ต่อไป

 
 

11.8 Product MultiLanguage เป็นเมนูเครื่องมือสำหรับการใส่ข้อมูลสินค้าเป็นภาษานานาชาติ เนื่องจากสินค้าแต่ละรายการโดยทั่วไปมักมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ค่อนข้างเยอะ เครื่องมือนี้จึงได้แยกข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ Product, รูปแบบการจัดส่งสินค้า, หมวดหมู่สินค้า, ป้ายกำกับสินค้า เพื่อที่จะทำให้การใส่ข้อมูลสินค้าเป็นภาษานานาชาติง่ายและสะดวกมากขึ้น

ทั้งนี้ ท่านจะต้องตั้งค่าเพื่อเปิดใช้งานหลายภาษาก่อนที่จะทำการใส่ข้อมูลสินค้าเป็นภาษานานาชาติด้วย

การใส่ข้อมูลสินค้าเป็นภาษานานาชาติ มีขั้นตอนดังนี้

1) ในหน้าควบคุม ให้คลิ๊กที่เมนู “Product MultiLanguage” ระบบจะนำเข้าสู่หน้า “Product MultiLanguage” ท่านจะพบ
4 หัวข้อ ได้แก่ Product, รูปแบบการจัดส่งสินค้า, หมวดหมู่สินค้า, ป้ายกำกับสินค้า (ดังรูปด้านล่าง)

Untitled-031

2) ให้คลิ๊กที่หัวข้อ (Product, รูปแบบการจัดส่งสินค้า, หมวดหมู่สินค้า, ป้ายกำกับสินค้า) เพื่อใส่ข้อมูลสินค้าดังกล่าวเป็นภาษานานาชาติที่ท่านต้องการ

2.1) กรณีเลือก “Product” >> ให้ไปที่หัวข้อสินค้า แล้วคลิ๊ก “Edit translation” >> จากนั้นให้ใส่ข้อมูลสินค้าเป็นภาษานานาชาติที่ท่านต้องการ >> แล้วคลิ๊ก “SAVE” (ดังรูปด้านล่าง)

Untitled-031

2.2) กรณีเลือก “รูปแบบการจัดส่งสินค้า” >> ให้คลิ๊ก “translation” >> จากนั้นให้ใส่ข้อมูลรูปแบบการจัดส่งสินค้า
>> แล้วคลิ๊ก “OK” (ดังรูปด้านล่าง)

Untitled-031

2.3) กรณีเลือก “หมวดหมู่สินค้า”>> ให้คลิ๊ก “translation” >> จากนั้นให้ใส่ข้อมูลหมวดหมู่สินค้า >> แล้วคลิ๊ก “OK”
(ดังรูปด้านล่าง)

Untitled-031

2.4) กรณีเลือก “ป้ายกำกับ”>> ให้คลิ๊ก “translation” >> จากนั้นให้ใส่ข้อมูลหมวดหมู่สินค้า >> แล้วคลิ๊ก “OK”
(ดังรูปด้านล่าง)

Untitled-031

เพียงเท่านี้ก็เสร็จสิ้นการใส่ข้อมูลสินค้าเป็นภาษานานาชาติ สินค้าบนเว็บและร้านออนไลน์ของท่านก็จะมีรายละเอียดข้อมูลเป็นภาษานานาชาติพร้อมสำหรับการค้าขายกับผู้ใช้ภาษานานาชาติที่ท่านต้องการ